ทางทีมงานได้รับเกียรติจาก Abbot Restaurant & Bar ให้ไปลองชิมอาหารสไตล์แคลิฟอร์เนียและโมเดิร์นอเมริกันคลาสสิกในบรรยากาศสบายๆ ที่ร้านซึ่งตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 31 นอกจากอาหารหลากหลายเมนูแล้ว ค็อกเทลของที่นี่เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรพลาด
Abbot
รสชาติ |
|
ที่ตั้ง: 253/2 Sukhumvit Soi 31 Klongton Nua, Wattana, Bangkok, Thailand 10110
Website : Abbot
|
|
คุณภาพวัตถุดิบ |
|
สุขอนามัย |
|
ความคุ้มค่าราคา |
|
สถานที่ |
|
เมื่อก้าวเข้าไปในร้าน Abbot Restaurant & Bar คุณจะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศสบายๆ ชวนนั่งชิล ตัวร้านตกแต่งเก๋ไก๋ด้วยเก้าอี้สีแดงขาวและน้ำเงินลายทางซึ่งได้ธีมมาจากลายของธงชาติอเมริกา ชื่อร้านแอ็บบ็อทนั้นมาจากชื่อถนนแอ็บบ็อทคินนี่ถนนชื่อดังใกล้กับเวนิสบีชชายหาดชื่อดังที่แคลิฟอร์เนีย การตกแต่งร้านจึงใช้ผนังสีครีมขาวสบายตาเลียนแบบหาดทรายสีขาว ร้านมีสองชั้นและกว้างขวางพอสมควร โดยชั้นบนจะมี private room ที่จุได้ 8-10 คนมีประตูกั้นสองชั้นกันเสียงนบกวนเหมาะกับการเจรจาธุรกิจก็ได้หรือจะพาครอบครัวใหญ่มาทานเลี้ยงพูดคุยกันก็ดี ด้านล่างเป็นบาร์เปิดที่สามารถนั่งพูดคุยพร้อมจิบแอลกอฮอล์ในยามค่ำแถมคืนวันศุกร์และเสาร์นั้นจะมีดนตรีสดแนวเพลงแจ๊ซมาเล่นคลอช่วงประมาณสองทุ่มถึงสี่ทุ่มอีกด้วย นอกจากร้านนี้จะได้เชฟฝีมือดีอย่างเชฟเรเน มิเชลเลน่าผู้ที่คร่ำหวอดในวงการอาหารมากว่า 20 ปีและสร้างชื่อเสียงมากมายไว้ที่อเมริกามาเป็นหัวเรือใหญ่แล้ว แอ็บบ็อทยังได้บาร์เทนเดอร์ฝีมือดีที่มีประสบการณ์จากร้านชื่อดังในไทยมาช่วยสร้างสีสันให้ร้านด้วยเมนูค็อกเทลสร้างสรรค์ทันสมัยที่มีให้เลือกมากมายละลานตา
พูดถึงค็อกเทลแล้วเราก็มาเริ่มชิมกันเลยดีกว่า Pink Flamingo (330B++) ที่ประกอบไปด้วย Ketel One Vodka, Apricot Liqueur, Watermelon, Brown Sugar, Lime Juice นั้นไม่ทำให้เราผิดหวัง รสชาติหวานกำลังพอดีทานแล้วสดชื่น ถ้าจะติก็แค่ตรงที่รู้สึกว่าใส่ว้อดก้าให้มากไปนิดนึง อาจจะไม่เหมาะกับสาวๆ ที่คออ่อน ต่อมาด้วย Chocolate Martini ที่มีผงช็อกโกแลตโรยมารอบปากแก้ว ดีกรีแอลกอฮอล์ร้อนแรงไม่แพ้แก้วแรก สำหรับคนที่คิดว่าสู้ความแรงไม่ค่อยไหวที่นี่ก็มี Non-Alcoholic Mocktail (135B++) ให้ได้เลือกชิม Virgin South Side ที่ประกอบด้วย Green Apple, Spearmint, Elderflower, Lemon Juice, Ginger Ale ที่เราลองนั้นก็ผสมผสานรสชาติต่างๆ ออกมาได้กำลังพอดี
ก่อนที่อาหารจะมาเสิร์ฟ ทางร้านก็จะจัดขนมปัง Focaccia มาให้ทานเล่นคู่กับ Olive Oil และกระเทียมที่มาทั้งกลีบเลยทีเดียว จานเรียกน้ำย่อยจานแรกนั้นเป็น The Best Live Oyster Selection of the Day (340B++ for 3 Oysters) ที่จะเปลี่ยนชนิดไปตามหอยนางรมสดที่หาได้ในแต่ละฤดูกาลซึ่งในวันนี้เป็น สายพันธุ์ Iris Majestic ที่เสิร์ฟคู่มากับ plum mignonette and coriander seeds มีซอส Ketchup and Horseradish ให้จิ้มเพิ่มเติม ถัดมาเป็นเมนู “Veracruz” Snapper Ceviche (180B++) ที่เป็นปลาดิบที่ทำให้สุกด้วยมะนาวหรือที่เรียกว่าเซวิเช่ ดั้งเดิมมาจากเปรูแต่ตอนนี้เป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก ของที่นี่จะใส่เป็น Crushed tomato, chipotle (smoked chili), cilantro, orange, bird’s beak chili, avocado, lime ทานกับแผ่นทาโก้กรอบๆ เคี้ยวเพลิน ซึ่งไอเดียการใส่ทาโก้หรือเบอร์เกอร์ลงไปในเมนูนั้นเป็นการผสมผสานแนวอาหารอเมริกันสมัยใหม่ที่เป็นอาหารทานด้วยมือและหาได้ง่ายๆทั่วไปออกแนวธีม Food truck ที่ผู้คนนิยม
สำหรับอาหารจานหลักนั้น Marinated Pork Tenderloin (475B++) มีความน่าสนใจที่ตัวหมูสันในหมักมาในโยเกิร์ตเนื้อนุ่มและมีรสชาติเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ด้านล่างเป็นหอมใหญ่ผัดเมล็ดฟักทองลูกแพรฝรั่งเศสและสควอช ซึ่งรสออกหวานทานกับหมูแล้วเข้ากันได้ดีถึงแม้สมดุลของจานจะเอนทางหวานมากไปนิด อีกจานเป็น Rib Eye Steak (1350B++) ที่ปรุงรสด้านนอกมาด้วยเกลือพริกไทยจนรสจัดจ้าน ส่วนตัวรู้สึกว่าเค็มไปแต่เหมือนกับว่าทางร้านปรับให้เข้ากับลิ้นลูกค้าชาวไทยที่มักถูกใจกับรสที่ค่อนข้างจัด เนื้อสุกมากไปนิดจึงไม่ฉ่ำเท่าที่ควร ตัวซอสที่มาคู่กันรสชาติพิเศษมากเพราะเป็นการผสมผสานขององค์ประกอบที่ดูเผินๆอาจไม่เข้ากันอย่างน้ำมะขาม ไวน์แดง น้ำส้มสายชู และแอปเปิ้ล แต่ทำรสชาติมาได้สุดแสนจะลงตัว สลัดที่เคียงมากับเนื้อเป็นผักร็อคเก็ตกับมะเขือเทศซึ่งความที่ทางร้านเน้นคอนเสปท์ farm to table ผักและมะเขือเทศจึงคัดสรรมาพิเศษจากฟาร์มที่เชียงใหม่และฉะเชิงเทรา ทราบมาว่าทางร้านได้ติดต่อกับฟาร์มในประเทศเพื่อทดลองปลูกผักที่นิยมในประเทศตะวันตกอีกหลายชนิดซึ่งลูกค้าคงจะได้เห็นผักสดๆเหล่านี้ในเมนูใหม่ๆของทางร้านต่อๆไป ต่อด้วยของหวาน Abbot Peacan Pie with Vanilla Ice Cream (295B++ ) ซึ่งจานนี้ต้องขอยกนิ้วให้ เพราะตัวพายนั้นขอบนอกกรอบด้านในนุ่ม มีชิ้นอัลมอนด์ฝานบางและถั่วแมคคาดีเมียแทรกอยู่ตรงกลาง และทำรสได้ไม่หวานนักกำลังพอดี ทานกับ caramel bourbon ice-cream รสนุ่มนวล และ griottine cherries ปิดท้ายมื้อได้อย่างสวยงาม
โดยรวมร้านนี้บรรยากาศดี อาหารใช้ได้ ค็อกเทลอร่อย เหมาะกับการนัดผองเพื่อนมาพบปะสังสรรค์ ราคาออกจะแพงไปนิด ทราบมาว่าสำหรับวันอาทิตย์ที่นี่มีจัดโปรโมชั่น TABLE D’HOTE BRUNCH ที่นำเมนูหลากหลายมาให้คุณเลือกจับคู่ผสมกันเป็น 3 course set ในราคา 850B++ ใครที่มองหา Sunday Brunch อยู่แอ็บบอทก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคุณค่ะ