Guatemala II The Lost Mayan City : โคปาน เมืองทองของอารยธรรมมายัน
จบจากวันแรกที่เดินกันสบายๆ ไม่เหนื่อยมากก็มาถึงวันที่สองที่เริ่มจริงจังกันมากขึ้น งานนี้เหนื่อยหน่อยเพราะต้องตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อมาขึ้นรถตอนตีสี่ แล้วนั่งรถยาวเหยียดเพื่อข้ามประเทศจากกัวเตมาลาไปประเทศฮอนดูรัสเพื่อเข้าชมเมืองโคปานอันเลื่องชื่อ
ก่อนจะเข้าชมเมืองโคปานกันก็ต้องขอย้อนนิดหน่อยถึงอารยธรรมมายาโดยรวม อาณาจักรมายานั้นครอบคลุมบริเวณกว้างไกลถึง 324,000 ตารางกิโลเมตร
ถ้าเทียบกับแผนที่ปัจจุบันก็จะต้องนับฝั่งตะวันตกของฮอนดูรัส และเอลซาลวาดอร์ รวมไปถึงอาณาบริเวณทั้งหมดของประเทศกัวเตมาลาและเบลิซ เลยไปถึงรัฐทางใต้ของประเทศเม็กซิโกอย่าง Chiapas, Tabasco. Campeche, Yucatan และ Quintana Roo ลูกหลานของชาวเผ่ามายันโบราณนั้นสืบเชื้อสายมาจนถึงยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังคงรักษาภาษามายันไว้ได้ กลุ่มภาษามายัน (Mayan language family) นี้เป็นหนึ่งในภาษาที่เก่าแก่ที่สุดของยุค New World เลยทีเดียว ที่เราอยากมาเที่ยวที่นี่มากเป็นเพราะเมืองโคปานนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ที่มีหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ส่อถึงความเจริญรุ่งเรืองและความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมมายาอยู่มากเป็นอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ โดยมีโครงสร้างที่หลงเหลืออยู่มากถึง 4,509 โครงสร้าง และ ในจำนวนนั้น 3,450 โครงสร้างรวมตัวอยู่ในบริเวณเพียง 24 ตารางกิโลเมตร รอบๆ ศูนย์กลางเมืองที่เราจะได้ไปชมกัน อีกทั้งงานศิลป์ที่พบ ณ โคปานนั้น นักโบราณคดีถือว่าเป็นหนึ่งในงานศิลป์ที่งดงามที่สุดที่หลงเหลืออยู่จากอารยธรรมโบราณของ Mesoamerica จึงไม่น่าแปลกใจที่เมืองโคปานถูกจัดให้เป็น World Heritage Site โดย Unesco เมื่อปี 1980
Guatemala II The Lost Mayan City : โคปาน เมืองทองของอารยธรรมมายัน เรื่อง : Mnemosyne ภาพ : Mnemosyne,Un,Orm |
![]() |
นั่งสัปหงกกันไปในรถราวห้าชั่วโมง ในที่สุดเราก็มาถึงเมืองโคปาน เนื่องจากโคปานอยู่ในประเทศฮอนดูรัสการผ่านแดนจึงต้องมีการตรวจค้น ตอนแรกเราก็แอบกังวลเรื่องด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่ปรากฏว่าจริงๆแล้วแล้วง่ายมากๆ เพียงแค่ต้องลงไปจ่ายเงินนิดหน่อยเพื่อเป็นค่าผ่านแดน แล้วก็จะประทับตรามาในพาสปอร์ตเท่านั้นเอง แลกเงินสกุลเลมปิราเสร็จเราก็มุ่งหน้าสู่ตัวโบราณสถานกันทันใด คราวนี้ไม่มีไกด์ติดตัวมาเลยต้องไปจ้างไกด์ที่ประจำอยู่ที่นั่นแทน ก่อนที่ไกด์จะพาเดินเข้าไปนั้น ไกด์ก็ได้พาไปดูแบบจำลองของซากเมืองโคปานที่ขุดค้นพบ เมืองโคปานนั้นมีองค์ประกอบหลักอยู่ห้าอย่างที่รวมกันเป็นใจกลางเมืองหรือที่เรียกว่าThe Principal Group คือมี Acropolis, Ball Court, Tunnels, Hieroglyphic Stairway และ Great Plaza
ตึกต่างๆในส่วนของ Principal Group นั้นประดับประดาไปด้วยรูปแกะสลักหินจำนวนมาก จนนับว่ามากกว่าเมืองมายาอื่นใดที่มีการค้นพบมาทั้งหมด นอกจากนี้ ไกด์ก็ยังพาไปดูแผนที่ของอาณาจักรมายาช่วงคลาสสิค คือช่วงราว 250-900 AD ซึ่งเป็นช่วงยุคทองของอารยธรรมมายา เวลานั้นมายามีนครรัฐถึงหกสิบแห่ง ศูนย์กลางความเจริญหลักได้แก่ Uxmal, Coba, Calakmul, Palenque, Piedras Negras, Yaxchilan, Tikal, Caracol และ Copan นักโบราณคดีเชื่อกันว่าเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้นคือ Tikal อย่างไรก็ดี โคปานนั้นกลับมีศิลปะที่อ่อนช้อยงดงามปราณีตกว่าที่อื่นๆ จนมีการเปรียบเปรยว่า หาก Tikal คือนิวยอร์ก โคปานก็ต้องนับว่าเป็นปารีสอย่างไม่ต้องสงสัย
|
![]() |
ตึกต่างๆในส่วนของ Principal Group นั้นประดับประดาไปด้วยรูปแกะสลักหินจำนวนมาก มากกว่าเมืองมายาอื่นใดที่มีการค้นพบมาทั้งหมด The Great Plaza หรือบริเวณจตุรัสกลางเมืองนั้น เป็นพื้นที่โล่งกว้างที่ชาวมายันใช้ในการจัดงานต่างๆ บันไดเป็นแนวยาวรอบๆนั้นมีไว้ให้ประชาชนนั่งชมกิจกรรม บริเวณที่ถูกบันไดล้อมนี้เรียกว่า Sun Court สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่แปด โดยผู้ปกครององค์ที่สิบสามที่ชื่อ Waxaklajun Ub’ah K’awil (18 Rabbit) งานสำคัญและพิธีการศักดิ์สิทธิ์จะถูกจัดขึ้นในบริเวณนี้ พิธีกรรมที่สำคัญที่สุดเห็นจะไม่พ้นพิธีบูชา Sun God หรือ K’inich Ahau ตามความเชื่อของชาวมายัน ในลานแห่งนี้มีเสา (stalae) อยู่เจ็ดเสา และมีแท่นบูชา (altars) อยู่ถึงสิบเอ็ดอัน ความสวยงามของเสาและอักขระจารึกนั้นเป็นหนึ่งในคุณสมบัติโดดเด่นของเมืองโคปาน ทางทิศใต้ของ Sun Court นั้น เป็นที่ตั้งของพิรามิดจตุรัสแบบขั้นบันไดที่สร้างเพื่อเป็นที่สังเกตุปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ การศึกษาพื้นที่และการจัดวางของเสาและแท่นบูชาอย่างละเอียดทำให้พบว่าโครงสร้างสถาปัตยกรรมประติมากรรมทั้งหมดถูกจัดเรียงให้สอดคล้องกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ โดยเฉพาะ วสันตวิษุวัต ครีษมายัน ศารทวิษุวัต และ เหมายัน เนื่องจากความรู้ทางดาราศาสตร์ของชาวมายันก้าวหน้ามาก ชาวมายันจึงสามารถคำนวนปรากฏการณ์ต่างๆเช่นสุริยุปราคา จันทรุปราคาได้อย่างแม่นยำ ด้วยความที่ความรู้เหล่านี้จำกัดอยู่ในวงสังคมของชนชั้นสูงเท่านั้น กษัตริย์และนักบวชจึงใช้ความรู้เหล่านี้อย่างชาญฉลาดเพื่อเรียกศรัทธาจากมวลชน ทำให้ประชาชนยำเกรงและคอยส่งภาษีอากรตามแต่กษัตริย์จะกำหนดอีกด้วย |
![]() |
อีกองค์ประกอบสำคัญของ The Great Plaza ก็คือ The Great Ballcourt กีฬาชนิดนี้เป็นขนบธรรมเนียมที่มีความสำคัญมากต่ออารยธรรมเมโสอเมริกามาจนถึงปัจจุบัน นักวิชาการได้จัด Ballcourt ของโคปานนี้เป็นหนึ่งใน Ballcourt ที่สวยงามที่สุดในยุคคลาสสิค รอบๆ Ballcourt มีอัฒจันทร์ขั้นบันไดล้อมรอบสำหรับผู้มาชม ส่วนชนชั้นสูงและกษัตริย์จะมีที่นั่งพิเศษ ที่น่าทึ่งเป็นอย่างมากก็คือความก้าวหน้าทางด้านหลักความรู้ฟิสิกส์ของชาวมายันโบราณ ที่สามารถออกแบบการสะท้อนของเสียงให้เมื่อผู้ปกครองประกาศจากแท่นด้านหน้าเพียงเบาๆ เสียงก็จะได้ยินไปสู่ผู้ชมอีกฝั่งอย่างชัดเจน คล้ายๆกับที่พบได้ ณ Chichén Itzá ถึงแม้ว่าลักษณะเทคนิคที่ใช้ออกแบบก่อสร้างให้สะท้อนเสียงจะแตกต่างกัน Ball court นั้นเชื่อว่ารูปลักษณ์แบบเห็นอยู่นี้นั้นสร้างเมื่อตอนท้ายรัชสมัยของกษัตริย์องค์ที่สิบสาม ช่วงราว 738AD อาจเป็นการบูรณะ ขยาย และตกแต่งเพิ่มเติมจากที่เคยมีมาในรัชกาลก่อนๆ ตัวผนังนั้นประดับไปด้วยรูปสลักนกแก้วซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนที่ผ่านสรวงสวรรค์ การเล่นบอลเองก็เชื่อว่ามีนัยสำคัญและเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ เช่นตัวลูกบอลเองก็เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ หรือลูกไฟดวงโตบนท้องฟ้า จากการศึกษาบันทึกของชาวสเปน ประมาณได้ว่ากีฬาในสมัยนั้นคงจะใช้ลูกบอลยางที่มีน้ำหนักมาก จึงใช้สะโพกและน่องในการรับและส่งบอล ผู้เข้าร่วมแข่งขันมักจะเป็นนักรบ ผู้ที่ชนะคือสามารถกระแทกบอลชนรูปสลักนกแก้วได้นั้นจะได้รับเกียรติอันสูงสุดคือได้รับเลือกเป็นตัวแทนบูชายัญ เลือดของผู้กล้าจะถูกหลั่งลงบนแท่นบูชาเพื่อสังเวยเทพเจ้า ฟังแล้วขนลุกน่าดู |
![]() |
ถัดจาก Ballcourt ไปไม่ไกลนัก เราก็จะได้เจอกับความยิ่งใหญ่ของ Hieroglyphic stairway เมื่อเดินเข้าไปชมใต้ผ้าใบก็จะเจอกับขั้นบันไดที่เต็มไปด้วยอักขระจารึกมากมาย ด้านบนสุดนั้นทำเสมือนเป็นส่วนหัวของงู ตัวบันไดหกสิบสี่ขั้นนั้นนั้นเสมือนลิ้นที่แลบออกมา จนมาบรรจบที่ฐานที่พื้นดินที่มีกรามล่างของงูอยู่ ที่เป็นรูปงูนั้นเพราะงูในความเชื่อของชาวมายันนั้นคือตัวแทนของชีวิตและอำนาจนั่นเองบันไดนี้ใช้เวลาถึงสองทศวรรษในการศึกษาขุดค้นและแปลความ จนได้ข้อสรุปว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยของ Waxaklahun Ubah K'awil กษัตริย์องค์ที่สิบสามในปี 709 AD และถูกต่อเติมจนสมบูรณ์ในรัชสมัยของกษัตริย์องค์ที่สิบห้า ที่มีชื่อว่า K’ ak’ Yipyaj Chan K’awil หรือ Smoke Shell ในปี 755AD ส่วนของบันไดที่หลงเหลืออยู่นั้นเป็น Hieroglyphic inscription ที่ยาวที่สุดที่พบในยุค Ancient New World เลย ข้อความสลักกล่าวถึงประวัติศาสตร์ร่วมสามร้อยปี ของชาวโคปาน มีระบุเกี่ยวกับการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์แต่ละพระองค์ในราชวงศ์นี้ เริ่มตั้งแต่เรื่องราวเกี่ยวกับ K'inich Yax K'uk'Mo ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ เรื่อยไปถึงองค์ที่สิบห้าซึ่งมีรูปสลักตั้งไว้เด่นเป็นสง่าอยู่หน้า Hieroglyphic stairway นี้เอง รูปสลักนี้สลักไว้เมื่อปี 761 AD อันเป็นช่วงท้ายๆของรัชกาล นักวิชาการได้ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นงานสลักที่สวยงามและสมบูรณ์ที่สุด ณ โคปานอย่างไม่ต้องสงสัย บน Hieroglyphic stairwayนั้น ทุกๆข้อความเกี่ยวกับกษัตริย์แต่ละองค์จะถูกคั่นด้วยรูปสลักใบหน้าของกษัตริย์องค์นั้นๆ อย่างที่เราเห็นมีใบหน้ายื่นออกมาตรงกึ่งกลางขั้นบันได รูปสลักใบหน้าหลายๆอันถูกขนย้ายไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ตามประเทศต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คือ Peabody Museum ที่ ฮาร์วาร์ด นี่เอง |
![]() |
ถัดมา เราก็จะพาไปชม West Court กัน West Court นั้นมีสัญลักษณ์แสดงถึงความเชื่อของชาวมายันอยู่มากมาย อย่างเช่นรูปปั้นรูปสลักของเปลือกหอยและจระเข้อันเป็นตัวแทนของเมืองบาดาลใต้พิภพของจักรวาลตามความเชื่อของชาวมายันโครงสร้างด้านตะวันตกนั้นมอบไว้ให้เป็นอนุสรณ์แก่บรรพบุรุษซึ่งเมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็จะได้เดินทางตามรอยแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่พาดผ่านไปทางทิศตะวันตกไปสู่เมืองใต้บาดาลอันมืดมิดอันเป็นที่สิงสถิตย์ของวิญญาณที่ผ่านพ้นโลกใบนี้ไป โครงสร้างที่เรียกว่า Reviewing Stand ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างหลักของ West Court ในคราโบราณนั้นถูกใช้เป็นเวทีในการประกอบพิธีกรรมบูชายัญ แท่นบูชาต่างๆที่เห็นได้รอบๆบริเวณเชื่อกันว่าเป็นแท่นที่ใช้ในการหลั่งเลือดบูชายัญ โดยมีหลักฐานคราบเลือดอยู่บนเสาหรือแท่นเหล่านั้น ตามความเชื่อของชาวมายัญโบราณนั้น การบูชายัญจะเป็นการวอนขอต่อเทพเจ้าให้ปกป้องคุ้มครองจากภัยพิบัติ เลือดที่ดีที่สุดในการบูชายัญต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือเลือดของ กษัตริย์ สาวพรหมจรรย์ และผู้ชนะการแข่งขันบอล ตามลำดับ เลือดของกษัตริย์นั้น สามารถกรีดจากนิ้วมือ หู จมูก หรือ แม้กระทั่งอวัยวะเพศ ระหว่างการประกอบพิธี กษัตริย์จะดื่มยาซึ่งมีฤทธิ์หลอนประสาท ซึ่งทำให้มีอาการผิดปกติไป และทำให้ดูเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังจนประชาชนศรัทธา และเชื่ออย่างสนิทใจว่า ณ เวลานั้นกษัตริย์สามารถติดต่อกับเทพเจ้าได้ ซึ่งกษัตริย์ได้ใช้ความเชื่ออันนั้นสั่งให้ประชาชนทำสิ่งต่างๆตามที่ตนชอบใจโดยอ้างว่าเป็นโองการที่รับมาจากเทพเจ้า หากไม่ทำตามจะประสบกับความพิบัติอันเป็นผลจากเทพเจ้าพิโรธ |
![]() |
พูดถึง West Court จบ ก็คงจะเดากันได้ว่า ต่อไปก็หนีไม่พ้น East Court East Court นั้น มี Temple ที่สวยงามและมีความสำคัญอยู่หลาย Temple Temple 18 นั้น ถือเป็น funerary temple ของ Yax Pasaj กษัตริย์องค์ที่สิบหก
พระมารดาของ Yax Pasaj นั้นมาจาก Palenque อีกเมืองมายันที่ยิ่งใหญ่มั่งคั่งอีกทั้งเจริญก้าวหน้าทั้งศาสตร์และศิลป์
สุสานของ Yax Pasaj นั้นจึงมีลักษณะพิเศษคือสร้างขึ้นลึกลงไปใต้ดินของตัว Temple โดยมีบันไดยาวนำทางลงไป ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับสุสานของ Pakal the Great กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง Palenque อีก Temple ใน East Court ที่เลื่องชื่อคือ temple 22 ที่หลายๆคนถือว่าสวยเป็นอันดับหนึ่งในโคปาน กษัตริย์ที่มีชื่อว่า 18 Rabbit ได้สั่งการให้สร้างขึ้นในปี 715 AD ณ ที่นี้เองเป็นบริเวณศักดิ์สิทธิ์ที่กษัตริย์ใช้เป็นที่หลั่งเลือดบูชาบรรพชน อีกจุดเด่นของ East Court ก็คือรูปสลัก Jaguar Sun God of the under world (ที่เห็นเป็นรูปเสือเท้าเอวอยู่)รูปสลัก Jaguar นั้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับเทพเจ้าที่เป็นสัญลักษณ์ของพระอาทิทย์ขึ้นที่สลักไว้อีกด้านของ East Court พอดิบพอดี เทพเจ้าเสือนี้ตามความเชื่อคือเป็นพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับฟ้ากลายร่างมาเพื่อปกป้องคุ้มครองโดยการต่อสู้กับเสือตัวจริงที่ออกมาแผลงฤทธีในยามราตรี ตามแนวคิดของคนโบราณนั่นเอง |
![]() |
จาก East Court จะมีทางเดินลงสู่อุโมงค์ต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คือ Sub-Jaguar Tunnel ที่เด่นที่สุดในสิ่งที่ขุดค้นจากอุโมงค์เหล่านี้ก็คือ Rosalila ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เห็นเป็นรูปวาดอาคารสีแดงนั่นเอง โครงสร้างที่หลงเหลือยังคงความสมบูรณ์อยู่มากเนื่องจากขั้นตอนการฝังนั้นเป็นไปอย่างประณีต เมื่อครั้งที่ฝังชาวมายันได้ทา white plaster ทับไว้อีกชั้นหนึ่งก่อนจะถมดิน ซึ่งตัววัสดุของปลาสเตอร์นี่เองที่ป้องกันการผุพังของ Rosalila จนทำให้สีสันเดิมยังหลงเหลืออยู่ให้เห็นในปัจจุบัน เชื่อว่าโครงสร้างนี้ถูกฝังลงพร้อมกับพิธีฝังศพของกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่ง นอกจากตัวโครงห้องฝังศพที่สีสันสดใสนี้แล้ว ภายในยังพบวัตถุโบราณล้ำค่ามากมายที่ถูกฝังรวมกันไว้เป็นเครื่องเซ่นสังเวยที่จะตามกษัตริย์ไปยังปรโลก ว่าแล้วก็มาต่อกันด้วย Altar Q ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในหมู่ “ที่สุด” ของ โคปาน (ในรูปคือชิ้นขวาล่าง) Altar Q นี้ได้ตำแหน่งเป็นอนุสรณ์ที่สำคัญที่สุดทางประวัติศาสตร์ของเมืองโคปาน เนื่องจากจารึกเรื่องราวของกษัตริย์ทั้งสิบหกของราชวงศ์เอาไว้ครบถ้วน ซึ่งหมายความว่า ผู้สร้างก็คือกษัตริย์องค์ที่สิบหกผู้ปกครองคนสุดท้ายของโคปานนั่นเอง Altar Q นี้สร้างเสร็จในปี 775 AD เรื่องราวของกษัตริย์ทั้งสิบหกถูกร้อยเรียงเล่าขานอยู่บนขอบทั้งสี่ของแท่นบูชารูปสี่เหลี่ยมนี้ตามลำดับ แต่ละองค์นั่งอยู่บนอักษรเฮียโรกลิฟที่บ่งบอกถึงสมญานามของตน ด้านหน้าของแท่นบูชาเป็นรูปของ Yax Pasaj กษัตริย์องค์ที่สิบหกกำลังรับไม้เท้าซึ่งบ่งบอกถึงตำแหน่งเจ้าผู้ครองเมืองจากกษัตริย์องค์แรกผู้ก่อตั้งราชวงศ์ คือ K'inich Yax K'uk'Mo หรือที่เรียกตามสมญาว่า Great-Sun First Quetzal Macaw ซึ่งก็เป็นการใช้จิตวิทยาของ Yax Pasaj เพื่อสื่อให้คนเข้าใจว่าตนนั้นได้รับอำนาจขึ้นปกครองเป็นกษัตริย์อย่างชอบธรรม ตัวอักขระจารึกด้านบนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อตั้งเมืองโคปานในปี 426 AD |
![]() |
เดินฟังคุณไกด์เพลินจนลืมเหนื่อยลืมร้อน ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มที่ลงทุนมาเที่ยวจนถึงโคปาน
ประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ช่างน่าสนใจ และแน่นอนว่าโคปานนั้นรุ่มรวยไปด้วยโบราณสถานและโบราณวัตถุล้ำค่าที่หาที่ใดเปรียบมิได้อยู่มากมาย บรรยากาศของเมืองร้างอันกว้างใหญ่ชวนให้จินตนาการไปถึงเมื่อครั้งยุคทองของชาวมายัน
บ้านเมืองยามรุ่งเรืองคงครึกครื้นคับคั่ง ผู้คนดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อเทพเจ้าและพระอาทิตย์ แต่กลับมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ที่ก้าวล้ำจนน่าทึ่ง ถ้าใครสนใจประวัติศาสตร์และโบราณคดี ขอแนะนำให้ไปชมสารคดีเกี่ยวกับการถอดรหัสภาษามายา แล้วคุณจะพบกับความเร้นลับอันน่าทึ่งและความพยายามของนักวิชาการที่ร่วมใจกันเป็นเวลาร่วมทศวรรษในการค้นหาวิธีอ่านอักขระจารึกของชาวมายันโบราณเพื่อเปิดผนึกความขุมความลับและความรู้มหาศาลที่เห็นอยู่ตรงหน้าแต่ไม่สามารถตีความได้มาเป็นเวลานาน ตามไปได้ที่ลิงค์นี้นะคะ NOVA Craking the Maya code |
![]() |
เดินชมความงดงามของโคปานจนหนำใจแล้วก็ได้เวลากลับ วันนี้เสร็จตั้งแต่เที่ยงๆเพราะต้องเผื่อเวลาตีรถห้าชั่วโมงกลับเข้าเมือง
เราแวะร้านอาหารใกล้ๆเพื่อประทังหิว ร้านนี้เล็กๆน่ารัก จัดตกแต่งได้สีสันสดใสดี อาหารที่มีก็เป็นอาหารง่ายๆ อย่างพวกพาสต้า ทาโค เบอริโต้ ที่ขำคือแอบมีอาหารอินโดคือนาซีโกรัง( ป้ายเขียนว่า Nasi Goring) แถมยังมีคนไทยมาสั่งทานถึงกัวเตมาลาเสียอีก ที่พอเห็นหน้าเอเชียเข้ามา แล้วงงๆ ไม่สั่งสักที เค้าก็เลยใจดีเอาป้ายเมนูมาแปะๆเพิ่ม หนึ่งในสิ่งที่มาแปะก็คือ “Phad Thai” เจ้าค่ะ ดังมาไกลถึงนี่เลยทีเดียว
|
![]() |
กลับมาถึงแอนติกัวก็ถึงเวลาอาหารเย็น ร้านใน Hotel Casa Santo Domingo ที่จองไว้นั้นหรูหรา เราเห็นเมนูแล้วก็ตาลุกสั่งกันแบบไม่ยั้งเลยทีเดียว อาหารมาถึงแค่เห็นหน้าตาอาหารก็ได้คะแนนเกือบเต็มไปแล้ว จัดรูปแบบได้สวยงามมากๆ และแน่นอนว่ารสชาติที่ได้ลิ้มลองก็ไม่ทำให้ต้องผิดหวัง ซุปครีมหอมๆ นวลๆ รสบางๆแบบผู้ดีฝรั่งเศส Tuna tartare มาบนอโวคาโดมูส ตกแต่งด้วยไข่นกกะทาและซอสหลากสีสัน เนื้อเป็ดแสนนุ่มมาคู่กับเลนทิล และ แอสพารากัส ที่เด็ดดวงคือ Gnocchi สีทองอร่าม ข้างนอกกรอบข้างในเหนียวนุ่ม สเต็กก้อนยักษ์เป็นอะไรที่ลืมไม่ลง เนื้อก้อนโตชุ่มฉ่ำ มาบนมันบดนุ่มละเอียด แค่นี้ก็คุ้มค่ากับการบินมากัวเตมาลาเลยจริงๆ แต่...แต่เชฟยังมีของเด็ดอีกรอบที่ของหวาน รสชาตินี่ทำให้ล่องลอยเลยทีเดียว เริ่มจากพานาคอตต้าเนื้อนุ่มละมุนไม่หวานจนเกินไป มาเคียงกับซอร์เบท์ส้ม และส้มฝานเคลือบน้ำตาล รสเปรี้ยวของซอร์เบท์ส้ม ปนกับรสขมหน่อยๆของเปลือกส้มตัดกับรสหวานอ่อนๆได้อย่างลึกล้ำ ถัดมาก็เป็นสวรรค์ของคนรักช็อกโกแลต มีมาทั้งแบบมูส แบบเค้กลาวา ไอติมถ้าจำไม่ผิดจะเป็นแนว Salty caramel ที่แปลกใหม่และตัดกันกับรสช็อกโกแลต แถมมากาฮองก็รสชาติยอดเยี่ยม จานสุดท้าย เค้กอัลมอนด์ที่เอาใจลูกค้าด้วยการมากับไอติมวานิลลา โรยถั่วมาข้างๆให้พอมี texture ที่ตัดกัน ปักแผ่นน้ำตาลบางกรอบมาพอสวย ที่เด็ดแบบสุดยอดคือกล้วยกับซอส ที่แน่นอนว่าเป็นซอสรัม เคี่ยวมาจนข้นแล้วราดมาเยิ้มๆ มื้อนี้มั่นใจเลยว่า ถ้าไปกินที่บอสตัน นิวยอร์กหรือซานฟรานซิสโก ราคาจะต้องเกินร้อยเหรียญ แต่ความที่ค่าเงินและค่าครองชีพที่กัวเตมาลาไม่โหดร้าย มื้อมหัศจรรย์มื้อนี้จึงมีราคาแค่ราวๆสามสิบดอลลาร์เท่านั้น ตอนหน้าเจอกันจะพาไปเที่ยวชมตลาดพื้นบ้านสีสันสดใสที่ Chichicastenango และพาไปล่องเรือในทะเลสาบ Atitlán นะคะ |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
|
- 4808 reads