Exploring Egypt V : Abu Simbel
หลังจากชมวิหารและเล่าขานตำนานแห่งเทพของอิยิปต์กันไปจนเต็มอิ่ม แล้ว วันนี้เราก็ยังคงท่องเที่ยวกับไกด์สุดเนิร์ดคนเดิมเพื่อไปชมวิหาร Abu Simbel อันเลื่องชื่อ
ซึ่งเราต้องดั้นด้นตื่นกันตั้งแต่ตีสองเลยทีเดียวเพราะรถ Police convoy จะนำออกเดินทางตั้งแต่ตีสี่ จากนั้นเราจะได้ไปชมเขื่อนอัสวานและชมวิหารกลางน้ำที่ Philae ต้นกำเนิดของตำนานรักของไอซิสและโอสิริสและกำเนิดของเทพโฮรัส ก่อนจบลงที่ unfinished obilisk กลางแดดร้อนระอุของแถบใต้ของอิยิปต์ พร้อมแล้วตามไปดูกันเลยค่ะ
ซึ่งเราต้องดั้นด้นตื่นกันตั้งแต่ตีสองเลยทีเดียวเพราะรถ Police convoy จะนำออกเดินทางตั้งแต่ตีสี่ จากนั้นเราจะได้ไปชมเขื่อนอัสวานและชมวิหารกลางน้ำที่ Philae ต้นกำเนิดของตำนานรักของไอซิสและโอสิริสและกำเนิดของเทพโฮรัส ก่อนจบลงที่ unfinished obilisk กลางแดดร้อนระอุของแถบใต้ของอิยิปต์ พร้อมแล้วตามไปดูกันเลยค่ะ
![]() |
วันนี้พาไปชมวิหาร Abu Simbel กันค่ะ ก่อนไปก็เกร็งๆ เพราะเค้าบอกว่าต้องไปกับ Police convoy แต่จริงๆไม่มีอะไรเลยค่ะ เค้าแค่จัดให้มีรถเข้าไปได้แค่วันละสองรอบคือ ตีสี่และสิบเอ็ดโมง และต้องมีรถตำรวจนำเท่านั้นเอง
ห้องแรกที่เข้าไปมีนิทรรศการย่อมๆ เกี่ยวกับการขนย้ายวิหาร Abu Simbel ซึ่งเดิมตั้งอยู่ในที่ต่ำ เมื่อมีโครงการสร้างเขื่อนอัสวานก็พบว่าจะทำให้วิหารทั้งวิหารจมอยู่ใต้น้ำ โอ้ว ม่ายยย UNESCO เลยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยให้เงินทุนในการขนย้ายวิหารนี้ขึ้นมาตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งปัจจุบัน
เข้าไปส่วนภายในได้แล้ว เราก็เดินลงไปชมวิหารกันใกล้ๆ ที่นี่นอกจากจะมีกฏห้ามถ่ายภาพด้านในวิหารแล้วยังมีกฏห้ามไกด์เข้าไปบรรยายด้วย ไกด์เราก็เลยต้องบรรยายกันตั้งแต่ด้านนอก โดยรอจนกระทั่งเราเดินเข้าไปใกล้หน้าวิหาร คงกะให้สัมผัสความยิ่งใหญ่ได้เต็มสองตา ให้อยู่ในโหมดอึ้งและทึ่งกับความอลังการของสิ่งก่อสร้างตรงหน้าก่อนจะเริ่มเข้าสู่บทเรียน
วิหาร Abu Simbel นี้สร้างขึ้นเมื่อราว 1220 BC ตั้งตระหง่านกว่าสามพันปี จนทรายพัดทับถมจนวิหารจมอยู่ใต้ดิน จนกระทั่งนักสำรวจชาวอิตาเลียนเข้ามาขุดค้น วิหารนี้ตั้งอยู่ริมทะเลสาบนัซเซอร์ที่มีความยาวถึง 500 กม. ซึ่งขุดขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ โดยเป็นส่วนหนึ่งในการก่อสร้างเขื่อนที่อัสวาน แหล่งน้ำที่มาของน้ำในทะเลสาบนัซเซอร์ก็คือทะเลสาบวิคตอเรีย ต้นน้ำของแม่น้ำไนล์นั่นเอง บริเวณนี้เดิมเป็นอาณาจักรของชาวอิยิปต์เชื้อสายนูเบีย การสร้างทะเลสาบนั้นกินบริเวณของชาวเบียไปมาก จึงถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐาน ทำให้อารยธรรมนูเบียซึ่งมีแต่ภาษาพูดไม่มีภาษาเขียนกระจัดกระจายไป หากพูดถึงอาณาจักรนูเบียแล้ว คำว่า “นูเบีย” ในภาษาโบราณนั้นแปลว่าทองคำ ในสมัยโบราณอาณาจักรนูเบียนั้นมีความสำคัญต่ออิยิปต์มากเพราะเป็นทั้งแหล่งทองคำแหละแหล่งทาสที่อิยิปต์นำไปใช้แรงงาน จึงไม่แปลกที่อิยิปต์ต้องการจะครอบครองแถบนี้ นูเบียจึงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับอิยิปต์และมีการแข็งข้อบ้างเรื่อยมา
|
![]() |
วิหาร Abu Simbel นี้ถูกสร้างขึ้นในถิ่นนูเบียก็เพราะฟาโรห์รามซิสที่สองผู้ยิ่งใหญ่ ท่านได้แต่งงานกับพระมเหสีชาวนูเบียคือพระนางเนเฟอร์ทารี (Nefertari) เพื่อกระชับสัมพันธไมตรี เนเฟอร์ทารีเป็นพระมเหสีที่ท่านรักมาก ท่านจึงสร้างวิหารของท่านขึ้นในถิ่นนูเบียนี้ อีกทั้งยังสร้างวิหารให้พระนางเนเฟอร์ทารีไว้เคียงกันด้วย ซึ่งการสร้างวิหารให้ราชินีนี้ นอกจากฮัทเชปชัตซึ่งดำรงตนเป็นฟาโรห์มากกว่าจะเป็นราชินีนั้นไม่เคยมีประเพณีมาก่อน การที่พระนางเนเฟอร์ทารีมีวิหารที่สร้างแด่ท่าน จึงแสดงถึงความรักอันมากล้นที่รามซิสที่สองมีให้พระชายาชาวนูเบียคนนี้ นอกจากนี้แล้ว ในรูปสลักฝาผนังยังมีรูปท่านคู่กับพระนางเสมอ
อย่างที่กล่าวไว้ว่าวิหารได้ถูกเคลื่อนย้ายเพื่อหนีน้ำท่วม ตัววิหาร Abu Simbel นั้น ถูกตัดเป็นชิ้นส่วนย่อยถึง 870 ชิ้น ส่วนวิหารของพระนางเนเฟอร์ทารีนั้น ถูกตัดเป็น 233 ชิ้นก่อนที่จะนำมาประกอบขึ้นใหม่ ณ ที่ปัจจุบัน เราก็ได้แต่จินตนาการถึงความยากลำบากและความอุตสาหะของทีมงานที่ทำให้วิหารนี้ยังคงอยู่ให้เราได้ชม
ที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือการออกแบบประตูทางเข้า ณ วันเกิดและวันขึ้นครองราชย์ของฟาโรห์คือวันที่ 21ก.พ. และ ต.ค. แสงอาทิตย์จะสาดส่องผ่านช่องประตูเข้าไปถึงห้องลึกสุดข้างในวิหารที่มีรูปปั้นสี่รูปในท่านั่งเรียงกัน แสงจะทับทาบลงบนรูปปั้นสามรูปในห้องนั้นคือเทพ Ra รูปปั้นฟาโรห์และ และรูปปั้นเทพ Horus แต่จะส่องไม่ถึงรูปปั้นของเทพ Ptah ทางซ้ายสุด ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความมืด ช่างคิดจริงๆ เมื่อวิหารถูกย้ายมาตั้งก็มีการคำนวนมุมให้ใกล้เคียงเดิมที่สุด เนื่องจากที่ตั้งสูงขึ้นจากระดับเดิมเพื่อให้พ้นน้ำท่วม ปัจจุบันแสงจึงส่องเข้ามาช้าไปหนึ่งวัน
ถัดไปเราก็ไปแวะชมวิหารอันเล็กของพระนางเนเฟอร์ทารี ซึ่งมีรูปปั้นของพระนางขั้นอยู่ระหว่างรูปปั้นของรามซิสทั้งสี่ (ปกครองสี่ทิศ) วิหารนี้แสดงเนเฟอร์ทารีในร่างเลียนแบบเทพีฮาเธอร์หรือเทพีวัวของเรานั่นเอง เพราะเป็นวิหารที่บูชาเทพีฮาเธอร์ และยกย่องเนเฟอร์ทารีเสมอเหมือนเทพีฮาเธอร์
|
![]() |
กลับมาถึงอัสวาน ก็ได้ฤกษ์ไปเดินดูเขื่อน High Dam ต้นเหตุที่ทำให้วิหารต้องถูกขนย้ายกับเค้า ไกด์บอกว่าเขื่อนนี้ส่งเสริม 30% ของการเกษตรของประเทศอิยิปต์และสร้างพลังงานไฟฟ้า 60% ของไฟฟ้าพลังน้ำที่ได้จากแม่น้ำไนล์เลยทีเดียว แถมโปรเจกนี้ยังเป็นโปรเจกที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีในทวีปแอฟริก ปกติแม่น้ำไนล์นั้นจะท่วม นำความเสียหายให้พืชผลเป็นอันมาก อย่างไรก็ดี การที่น้ำท่วมก็จะนำพาดินอุดมสมบรณ์มาทับถมให้พื้อนที่เกษตรด้วยเป็นการชดเชยกันไป เมื่อมีการสร้างเขื่อน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอย่างที่เล่าไปข้างต้นก็คือชาวนูเบีย ดินแดนที่เคยเป็นถิ่นฐานชาวนูเบียยาวราว 300 กม.นั้นจะต้องจมอยู่ใต้น้ำทั้งหมด รัฐบาลก็จัดสรรที่ดินให้ชาวนูเบียย้ายไปอาศัย แต่เป็นพื้นที่แห้งแล้งไม่สมบูรณ์เหมือนก่อน ชาวนูเบียก็เลยลำบากเหมือนกัน ไกด์เล่าว่าแถวนี้จระเข้เยอะมาก แถมตัวหนึ่งๆ กินปลาราวเก้ากิโลต่อวัน ตัวใหญ่ๆ นี่ยาวสักสามเมตรได้ บรึ๋ย การสร้างเขื่อนทำให้จระเข้ถูกกักอยู่บริเวณนี้มาก ทำให้ระบบนิเวศน์และประชากรปลาเสียสมดุล (คุณไกด์อินเทรนด์ วันนี้มาแนวอีโค่ด้วยนะเออ)
ที่เห็นคล้ายๆดอกบัวคืออนุสรณ์ที่อิยิปต์สร้างเป็นการระลึกถึงและขอบคุณสหภาพโซเวียตที่ให้ยืมเงินมาสร้างเขื่อนอัสวาน
ถัดจากเขื่อนอัสวานเราก็ออกเดินทางไปวิหาร Philae อันนี้ต้องนั่งเรือไป อย่าให้ดับกลางทางอีกล่ะ เง้อ
|
![]() |
วิหาร Philae นี้ก็เป็นอีกวิหารหนึ่งที่จะถูกน้ำท่วม ต้องขนย้ายกันทีละชิ้นมาต่อใหม่เหมือนกัน แต่ละชิ้นจะถูกทำเครื่องหมายไว้ด้วยกระดุมเล็กๆที่ยังเหลือให้ได้เห็นประปราย ที่ตั้งวิหารเดิมตอนนี้เหลือแต่ตอ
คุณไกด์คนนี้น่ารักอีกอย่าง คือสงสัยจะรู้ว่าพวกเรากลัวแดด (ดูแต่ละคนสิ ทั่งใส่หมวกโพกหัวออกขนาดนั้น ไม่รู้ก็นะ...) เวลาอธิบายก็มักจะพยายามหาที่ร่มๆ ให้พวกเรายืนหลบแดด รู้ใจซะขนาด
ไกด์เล่าว่า ณ ที่นี้เป็นจุดต้นเรื่อง เป็นจุดกำเนิดของตำนานของโอสิริสและไอซิส โดยตำนานเริ่มจาก Philae ซึ่งเป็นพื้นที่สุดเขตแดนอาณาจักรอิยิปต์ และย้อนทางขึ้น Kom Ombo ไป Edfu และต่อไปยัง Esna เชื่อกันว่าที่นี่เป็นที่ที่ไอซิสมาพักรักษาตัวด้วยการดูแลของฮาเธอร์หลังจากที่ชุบชีวิตโอสิริสและต้องท้องโฮรัสจากจุมพิตของโอสิริสและได้มาคลอดโฮรัสที่นี่ วิหารนี้เป็นเสมือนสุสานที่ไอซิสสร้างให้โอสิริส ดังนั้นจึงมีหน้าต่างมากมายเพื่อให้ไอซิสสามารถมองลอดเข้ามาในวิหารมาเห็นสวามีสุดที่รักได้
เมื่อครั้งโรมันเข้ายึดครองอิยิปต์ จักรพรรดิโรมันได้ล่องเรือลงใต้มาไกลถึงนี่ วิหารนี้จึงได้รับการต่อเติมบางส่วนจากชาวโรมัน อย่างหินแกรนิตจารึกคำประกาศของจักรพรรดิ Claudius ประกาศปลดปล่อยประชาชนจากการต้องจ่ายค่าภาษี นอกจากนี้ ยังมีรอยสลักของผู้มาเยือนรุ่นหลังทั้งจากอังกฤษและจากฝรั่งเศส
ด้านนอกวิหารยังแบ่งเป็นห้องเล็กห้องน้อย บางส่วนเคยถูกใช้เป็นตลาดงานจิตรกรรม ในสมัยพระเจ้าเนคทานโนโบ ศิลปินจะนำมานมาออกแสดงที่นี่ ถ้าท่านพอใจท่านก็จะเลือกซื้อมาประดับวิหาร ผลงานศิลปินคนใดโดนใจมากๆก็จะถูกเรียกตัวมาเป็นช่างหลวงสรางผลงานถวายวิหาารต่อไป
|
![]() |
ต่อจากนั้นเราก็ไปแวะที่ Unfinished Obelisk ลงจากรถแล้วเห็นทางที่ปีนขึ้นไปดูนี่แบบว่า หนูขอไม่ดูได้มั้ย เพราะที่อัสวานนี่ร้อนมากกก ไกด์บอกว่าตอนนี้ยังเย็นจ้า มาหน้าร้อน 50C เหนาะๆ เท่านั้นเอง ซี้ดสสส์ แต่ในที่สุดคุณไกด์ก็พาขึ้นไปอยู่ดี อย่างน้อยก็ยังพาไปหลบหลังหินก้อนใหญ่พอมีร่มเงาแล้วค่อยอธิบาย ไกด์เนิร์ดของเราว่าหินแกรนิตส่วนใหญ่ที่สร้างวิหารในยุคโบราณ ขนไปจากอัสวานทั้งนั้น ซึ่งมีอยู่สองชนิดคือ แกรนิตแบบธรรมดาที่หนักมาก และแกรนิตจากภูเขาไฟ (volcanic granite) ที่เบาและทนทานน้อยกว่า แกรนิตอย่างดีนี้มีราคาแพงและทนความร้อนได้สูงมาก
Obelisk อันนี้ทำไม่เสร็จเพราะพบรอยแตกในหินเสียก่อน ถ้าทำสำเร็จคาดว่าจะสูงถึง 42 เมตรและหนักถึง 1,200 ตันด้วยกัน
จากนั้นไกด์ก็เล่าถึงกระบวนการทำว่าเริ่มจากการสกัดหินเป็นโครงคร่าวๆ แล้วเจาะรูที่ขอบห้ารู แต่ละรูห่างราวหนึ่งเมตร เมื่อได้รูที่ใหญ่พอควรแล้วจึงอัดไม้ซีดาร์ลงไป หลังจากนั้นจึงรดน้ำทุกวันเพื่อให้ไม้ซีดาร์ขยายตัว ทำให้หินแยกออกจากกัน จากนั้นช่างจึงจะใช้ลิ่มสกัดทีละนิด ลงไปเรื่อยๆ จนได้ด้านครบสามด้าน ระหว่างที่สกัดไปจะต้องเททรายไปแทนที่เพื่อให้หินทรงตัวอยู่ได้เนื่องจากกระบวนการยากและช้ามาก อันหนึ่งๆ นี่ใช้แรงงานราว 1,700 คนและใช้เวลาราว 70 ปี โอ้วแม่เจ้า
เห็นเสาใหญ่และหนักขนาดนี้ เรือที่ใช้ขนก็ต้องใหญ่และรับน้ำหนักได้ น่าทึ่งว่าวิทยาการสมัยนั้นจะสร้างเรือได้เจ๋งขนาดนี้ เนื่องจากเสาหนักมากเลยต้องรอแม่น้ำไนล์ท่วมหลากเพื่อที่ท้องเรือจะได้ไม่ครูดท้องน้ำ นอกจากนี้ยังต้องทำทางลำเลียงหินลงโดยต่อทางออกมาจากแม่น้ำไนล์ เพื่อเมื่อน้ำหลาก เรือจะได้เข้ามารอรับ ให้ขนเสาหินลงเรือได้พอดีๆ
|
![]() |
กลางวันนี้เราขอให้ไกด์พาไปกินร้าน Chef Khalil ร้านอาหารทะเล ที่จับปลามาจากทะเลแดงและทะเลสาบนัซเซอร์ งานนี้เชิญไกด์มาทานด้วยกัน เลยสบายให้คุณไกด์ซึ่งรู้ภาษาสั่งให้ เรารีเควสท์ไกด์ให้สั่งน้ำ Hibiscus มาให้ทานกันด้วย คุณไกด์ก็ไม่ทิ้งลาย นั่งอธิบายสรรพคุณของเจ้าน้ำ Hibiscus ไปพลางๆ ว่าถ้ากินร้อนจะลดความดันเลือด แต่ถ้ากินเย็นจะเพิ่มความดัน โห ไกด์เรียนพฤกษศาสตร์ด้วยมั้ยนี่ คุยไปคุยมาก็ได้ความว่าไกด์ของเราจบปริญญาโทด้านเฮียโรกลิฟฟิคมาโดยเฉพาะหลังจากเรียนตรีด้าน tourism โอ้วมีดีกรีนี่เอง ถึงว่า เนิร์ดได้ใจ เวลาอ่านเฮียโรกลิฟฟิคงี้ เสียงจะก้องกังวาน ขลังสุดๆ เค้าบอกว่าเค้าเป็นลูกครึ่งนูเบีย โดยพ่อเป็นนูเบียและแม่มาจากอเล็กซานเดรีย เค้าถึงพูดภาษานูเบียที่กำลังจะสูญหายเป็นด้วย เค้ายังบอกอีกว่าเค้าไฝ่ฝันที่จะเป็นไกด์มาตั้งแต่เด็ก และตอนนี้เค้าก็ได้ทำตามความฝันอย่างจริงจัง ฟังแล้วก็ปลาบปลื้มสุดๆ ถึงว่าทำไม หลายเรื่องฟังแล้วขนลุกซู่ อินไปกับความยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ของสิ่งที่ได้พบได้เห็น เป็นเพราะไกด์เล่าด้วยใจนี่เอง ขอซูฮก
แล้วอาหารก็ทยอยมาลง ไกด์เห็นก็ทำท่า กุ้งเผา ปลาหมึก ปลาย่างตัวยักษ์ ต่อด้วยทำท่าสยองเพราะเห็นอาการแร้งลงของพวกเรา โอ้ย กินแต่อาหารซ้ำๆ มาหลายวัน เจอกุ้งหอยปูปลารสแซบนี่ แต่ละคนเก็บอาการกันไม่อยู่หรอกค่ะ นี่ถ้ามีน้ำจิ้มทะเลละก็… บรรเจิด เสร็จแล้วคุณไกด์ก็ต้องช็อกรอบสอง เพราะของที่ลงมาเรียบสราวุธไปต่อหน้าต่อตา ปลานี่แทะจนเรียบ ไม่รู้ฝีมือแกะกุ้งแทะปลาของคนไทยซะแล้ว ตบท้ายด้วยการซดชา Hibiscus ร้อน ๆ อิ่มใจ
|
![]() |
รายการสุดท้ายของวันคือการล่องน้ำไนล์ในเรือใบอีกรอบ คราวนี้กัปตันเรามาดเท่ ลงไปถึงก็ยื่นนามบัตรสวยงามให้ ไปอ่านที่เวปเค้ามีนำทัวร์ไปพักบนเกาะ Elephantine บ้านเค้าแนวๆ โฮมเสตย์ด้วย คนชมกันเปาะ นี่ให้บัตรเสร็จก็บอกให้ถ่ายรูปเค้าเยอะๆ แล้วถ้าถูกใจอย่าลืมไปโปรโมทลงเวบให้เยอะๆ ด้วย แหม จ๊าบจริงๆ
บรรยากาศล่องเรือแม่น้ำไนล์ก็เป็นไปอย่างชิลๆ ลมเย็นๆ น้ำใสๆ รู้สึกว่าเป็นเพราะซัดข้าวกลางวันนานเกินไปเลยอดลงไปดูหมู่บ้านนูเบีย ระหว่างล่องเรือก็มีบริการพิเศษต้มชาแบบนูเบียมาเสริฟกันกลางเรือด้วยชานูเบียอร่อยมาก มีรสมินต์อ่อนๆ
เสร็จแล้วก็กลับโรงแรมเก็บของและร่ำลากับคุณไกด์หน้าสนามบิน ไกด์เค้าบอกจะลาแบบกอดกันแบบอิยิปต์ก็ได้นะ รีเฟลกซ์ของเราก็คือ ยื่นมือออกไปเช็คแฮนด์ทันที แหะๆ ไม่กอดไม่ว่ากันนะคะคุณไกด์ ยังไงไกด์ก็ได้ใจหนูไปเต็มๆ แล้วนะ
อำลาอัสวานและคุณไกด์ผู้น่ารักบินกลับไคโร ทริปนี้ได้ความทรงจำดีๆมากมายก็เพราะคุณไกด์เนิร์ดนี่ล่ะ ปลื้มจริงๆ
|
|
- 3828 reads