Atelier : International Kitchen Theatre
รสชาติ | ![]() |
ที่ตั้ง: 30 Sukhumvit 21 (asoke) Road Wattana, Bangkok 10110, Thailand
โทรศัพท์: 02 204 4161 Website: Grand Millennium Sukhumvit **โปรโมชั่นพิเศษ “มา 4 จ่าย 3” |
|
คุณภาพวัตถุดิบ | ![]() |
||
สุขอนามัย | ![]() | ||
ความคุ้มค่าราคา | ![]() |
||
สถานที่ | ![]() |
ห้องอาหาร Atelier นั้น มีบุฟเฟ่ต์ให้บริการเย็นวันศุกร์และวันเสาร์ เวลา 18.30 – 22.30 น. ในคอนเซ็ปท์ ขาปูยักษ์และซีฟู๊ด “King Crab & Seafood Night” (ราคา 1,500 บาท ++ / ท่าน) โดยมีจุดเด่นตามชื่อ คือมี ขาปูยักษ์ (Alaskan King Crab) ขาใหญ่ๆ อวบๆ อีกทั้ง กุ้ง (Prawns) หอยนางรม (Oysters) และ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ (New Zealand Mussels) มาให้ทานกันได้ไม่อั้น และยังมีไวน์แดงและไวน์ขาวชั้นดีให้เลือกดื่มได้ตามอัธยาศัย (Free flow of white & red wine) พิเศษสำหรับการรับประทานตั้งแต่ 4 ท่านขึ้นไป จะได้รับฟรีสปาร์คลิ่ง ไวน์ (Sparkling Wine) 1 ขวดอีกด้วย ส่วนวันอาทิตย์นั้น ทาง Atelier ก็จะมี Sunday Brunch ที่ขึ้นชื่อ (ราคา 1,600 บาท ++ / ท่าน) สามารถลิ้มลองอาหารนานาชาติหลากหลายเมนูและมีบริการ Free flow of house wine, sparkling wine, local beer, juices and soft drinks
พวกเรามาถึงก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับความหรูหราของสถานที่ ห้องอาหาร Atelier นั้นตกแต่งสวยงามทันสมัย แต่ด้วยการบริการอย่างมืออาชีพก็ให้สามารถความรู้สึกสบายๆ เป็นกันเอง เหมาะกับการพาเพื่อนฝูงมาสังสรรค์หรือจะพาคนรู้ใจมาก็เข้าที เราประเดิมด้วยการสั่งค็อกเทลมาดื่มกัน Cuban Night (220บาท) นั้นผสมสมุนไพร หลักๆ ก็เป็นมะนาว (Lime) และ ใบสะระแหน่ (Mint) ดื่มแล้วสดชื่น จึงไม่น่าแปลกใจที่พี่ๆ บริกรจะแนะนำว่าเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมสูงของทางร้าน จากนั้นเราก็ไม่รอช้าที่จะเดินสำรวจไลน์อาหาร อาหารที่นี่มีให้เลือกหลากหลายละลานตา อาหารนานาชาตินั้นมีทั้ง จีน อินเดีย ไทย ญี่ปุ่น (ซูชิ) และ ฝรั่ง โดยมีหัวหน้าเชฟหลายท่านต่างรับผิดชอบอาหารประจำชาติของตน และคอยดูแลคิดค้นเมนูใหม่ๆ อยู่เสมอ จุดเด่นที่เพิ่มความน่าสนใจคือการให้ผู้ทานได้มีส่วนร่วม อย่างมุมอาหารจีนนั้น นอกจากอาหารจีนเมนูเด่นๆ คุ้นตาที่ปรุงสุกพร้อมตักทานอย่าง เต้าหู้ทอดผัดเปรี้ยวหวาน (Deep fried tofu with sweet and sour sauce) ก็ยังจะมีโซน Chinese Stir Fried Station ที่ให้เราเลือกตักส่วนผสมดิบต่างๆ และปรุงรสตามใจชอบจากซอสและเครื่องปรุงหลายขนาน ก่อนที่เชฟจะนำไปผัดให้ตรงหน้า เสิร์ฟร้อนๆ หอมกรุ่นน่ารับประทาน เมนูยอดฮิตอย่าง ซีซาร์สลัด (Caesar Salad) ก็คล้ายคลึงกัน คือจะมีผักสด ขนมปังกรอบ ปลาแอนโชวี่ น้ำสลัด แผ่นพาร์เมซานชีส วางเรียงรายไว้ให้ตักในสัดส่วนที่พอใจใส่ลงในชามสลัดใบใหญ่เพื่อคลุกเคล้าให้เข้ากันด้วยตนเอง ส่วนมุมขนมปังนั้นมีขนมปังที่ทำสดๆ ใหม่ๆ ทุกวันให้เลือกหลายชนิดและยังเปิดโอกาสให้เราลองหั่นขนมปังโดยมีดยักษ์อันโตได้เองเลยอีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากต้องการความช่วยเหลือ บริกรก็ไม่รีรอที่จะเข้ามาให้คำแนะนำหรือช่วยทำให้เลยได้เช่นกัน ขนมปังเมล็ดทานตะวัน (Sun flower seed bread) ของที่นี่อร่อยมาก ทานกับชีสชั้นเยี่ยมจากฝรั่งเศสชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บลูชีสจากแคว้น Auvergne (Bleu d’Auvergne) ซอฟท์ชีสจากแคว้นนอร์มังดี (Deauville) หรือ บรี (Brie) ก็แสนจะเข้ากัน ถ้าอยากเพิ่มรสชาติก็ยังมี condiment ชนิดอื่นให้ทานคู่กันกับชีสเหล่านี้ ทั้ง แอพปริคอต (Dried Apricot) และ มะม่วงอบแห้ง (Dried Mango) หรือถั่วชนิดต่างๆ
เมนูที่ชื่นชอบกันมากที่สุดก็เห็นจะหนีไม่พ้นพระเอกของงานคือ ขาปูยักษ์ (Alaskan King Crab) กุ้ง (Prawns) หอยนางรม (Oysters) หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ (New Zealand Mussels) รวมถึงไข่กุ้งและไข่ปลาแซลมอน (Roes) อาหารทะเลที่นี่สด ขาปูชิ้นโตหวานเจี๊ยบ ทานชิ้นเดียวไม่พอต้องมีต่อชิ้นที่สองชิ้นที่สามกัน ยิ่งที่นี่มีน้ำจิ้มให้เลือกหลายรสชาติ ก็ยิ่งทานอาหารทะเลกันได้เพลิดเพลินเจริญจิต เราโชคดีที่มีโอกาสได้พูดคุยกับ Executive Chef Pierre Andre Hauss ที่แวะเข้ามาทักทายลูกค้าตามโต๊ะต่างๆ อย่างเป็นกันเอง จึงได้ทราบว่า หอยนางรมของที่นี่นั้นเป็น Fine de claire oysters ที่เชฟปิแอร์ได้ไปเสาะแสวงหาแหล่งที่ให้หอยนางรมที่มีคุณภาพถูกใจ สรุปว่าหอยนางรมที่เราได้ชิมกันวันนี้ บินตรงมาไกลจากน่านน้ำใกล้ประเทศไอร์แลนด์เลยทีเดียว เชฟยังให้ความรู้เพิ่มเติมอีกว่าปกติแล้วเราจะนิยมทานหอยนางรมกันในช่วงเดือนที่มีตัว R เพราะเป็นเดือนที่อุณหภูมิน้ำพอเหมาะ หอยจะสดและหวาน แต่ตอนนี้ เราสามารถสรรหาวัตถุดิบจากอเมริกาใต้ซึ่งฤดูกาลกลับกันกับซีกโลกเหนือในเดือนที่ปกติไม่นิยมทานหอยนางรมกัน ทำให้เรามีหอยนางรมสดอร่อยทานกันได้ตลอดทั้งปี
ต่อจาก Seafood Bar เราก็ย้ายมาชิมอาหารฝรั่ง โซนนี้มี อาหารเรียกน้ำย่อยแบบอิตาเลียน (Antipasto) ชนิดต่างๆ ให้เลือกสรร อย่างเช่นมะเขือเทศกับมอสซาเรลล่าชีสก้อนกลม (Tomato and Mozzarella Cheese) หรือ เห็ดหอมปรุงรส (Marinated Mushrooms) สลัดบาร์ (Salad Bar) ที่นี่มีเครื่องและน้ำสลัด (Dressing) หลายชนิด แถมเมนูโปรดของหลายๆ คนอย่างปลาแซลมอนรมควัน(Smoked Salmon) ก็ยังมีให้เลือกทั้งแบบธรรมดา และแบบที่หมักกับดิล (Grave lax dill marinated salmon) จากอาหารฝรั่งก็มาถึงอาหารไทยอย่าง ยำเนื้อกับมะเขือ (Spicy Thai Beef with Eggplant Salad) และ ยำปลาหมึก (Thai Spicy Squid Salad) ซึ่งอาหารไทยของที่นี่ก็ปรุงรสแบบไทยแท้ เรียกว่าแซบไม่เกรงใจฝรั่ง เช่นเดียวกับอาหารอินเดียที่รสเข้มข้นแบบไม่หวงเครื่องเทศ นอกจากปลาตัวใหญ่ยักษ์ที่วางตะแคงโชว์ไว้อย่างสวยให้ตักได้เองแล้วนั้น ส่วนตัวชอบเมนูอาหารอินเดียของที่นี่หลายอย่าง ทั้งPaneer Mutter (Homemade cottage cheese and green peas cooked in tomato and onion sauce) และ Chicken and shrimp curry (Goan style cooked chicken and shrimp in spicy coconut sauce) ที่ต้องยกนิ้วให้เลยว่าทำออกมาได้รสชาติกลมกล่อมมากๆ เมนูเหล่านี้สามารถทานกับข้าว Jeera Pulao (Basmati rice with cumin seed) ก็ได้ หรือจะทานกับแผ่นแป้งนาน(Naan) ก็เข้ากันดี แต่ถ้าอยากลองที่แปลกใหม่หน่อยแนะนำให้ทานกับแผ่นแป้งกรอบ Papad (Spiced Indian wafer) ที่ทำออกมากกรอบและบางเฉียบเลยทีเดียว และที่ต้องเอ่ยถึงเป็นการพิเศษก็ยังมี Grill station ที่มีทั้งเนื้อวัว (Beef) เนื้อแกะ (Lamb) เนื้อปลาแซลมอน (Salmon) กุ้ง (Prawn) และ กั้ง (Rock Lobster) ให้เราเลือก จำนวน ชนิดและความสุกที่ต้องการ หลังจากนั้น เนื้อและอาหารทะเลย่างหอมฉุยก็จะถูกนำมาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ ส่วนตัวชอบเนื้อแกะเป็นพิเศษเพราะปรุงรสชาติได้เป๊ะมาก ทานกับซอสเจลลี่มินท์ก็แสนจะลงตัว แซลมอนเองก็ทำมาหนังกรอบเนื้อนุ่ม ส่วนกุ้งและกั้งก็อร่อยไม่แพ้กันด้วยความที่วัตถุดิบสดและสามารถย่างมาได้สุกกำลังพอดีทำให้เนื้อนุ่มไม่มีเหนียวแต่อย่างใด
จบรายการอาหารจานหลักก็ถึงเวลาที่เราตั้งตารอ ของคาวว่าเยอะจนทานไม่ครบแล้ว ขนมหวานที่นี่ยิ่งละลานตาเลือกกันแทบไม่หวาดไม่ไหว ทั้งขนมไทย และขนมฝรั่งอย่าง เค้ก (Cake) พาย(Pie) มูส(Mousse) คัสตาร์ด (Custard) และ ฟรุทสลัด(Fruit Salad) จัดเรียงไว้สวยงามราวกับงานศิลปะ เมนูที่อยากแนะนำก็จะเป็น เค้กรสชาเอิร์ลเกรย์(Earl grey dome) และ เค้กไวท์ช็อกโกแลต (Mont Blanc) แต่ที่พลาดไม่ได้จริงๆ ก็คือ เครปซูเซ็ต (Crepe Suzette) และ เค้กช็อกโกแลตลาวา (Chocolate Lava) ซึ่งอร่อยมากๆ ไม่ทำให้เราผิดหวัง ปิดท้ายด้วย Chocolate Fondue Fountain และ ช็อกโกแลตทรัฟเฟิ้ล(Chocolate Truffles) ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่จัดวางอย่างมีศิลป์ ที่ใครพาครอบครัวมาก็พนันได้เลยว่าจะเป็นที่ถูกใจของน้องๆ หนูๆ อย่างแน่นอน
โดยรวมแล้ว ด้วยคุณภาพของอาหาร ความหลากหลายของเมนูอาหารนานาชาติ รวมถึงไวน์ที่ดื่มได้ไม่จำกัด บุฟเฟ่ต์ของ Atelier นั้นถือได้ว่าคุ้มค่าคุ้มราคามาก ผนวกกับบริการแบบมืออาชีพ เราเชื่อว่าหากใครได้มาลองก็คงจะได้รับประสบการณ์ที่ประทับใจอย่างแน่นอนเลยเชียวค่ะ
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
|
- 1260 reads