Discover Khaoyai:เขาใหญ่ พากันไป
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้รู้สึกไหมว่าการท่องเที่ยวที่เขาใหญ่มันเจริญมากผิดหูผิดตา พอเข้าใกล้สุดสัปดาห์ทีไร ผองเพื่อนเราไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่ทำงาน เพื่อนมหาวิทยาลัย เพื่อนมัธยม จำต้องชวนเราไปเฉิดฉายที่เขาใหญ่อยู่เป็นประจำ เราก็ปฏิเสธไปบ้าง ตอบรับบ้าง
จนในที่สุด ก็มาถึงวันที่เราตั้งใจจะไปเขาใหญ่ด้วยตนเองกับหมู่ฝูงโดยไม่มีใครมาโน้มน้าวแกมบังคับ ทริปเขาใหญ่ครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นแบบง่ายๆ สองวันหนึ่งคืน ขับรถส่วนบุคคลและนอนบ้านส่วนบุคคล อะไรจะสบายขนาดนี้
รีวิวที่เกี่ยวข้อง (Featured Hotel) : Palio Inn Khao Yai
จนในที่สุด ก็มาถึงวันที่เราตั้งใจจะไปเขาใหญ่ด้วยตนเองกับหมู่ฝูงโดยไม่มีใครมาโน้มน้าวแกมบังคับ ทริปเขาใหญ่ครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นแบบง่ายๆ สองวันหนึ่งคืน ขับรถส่วนบุคคลและนอนบ้านส่วนบุคคล อะไรจะสบายขนาดนี้
![]() |
ถ้าหากจะไปเขาใหญ่ตอนเช้าวันเสาร์ เราขอเตือนว่า ไม่ว่าท่านจะเริ่มออกเดินทางตอนไหนก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกระแสรถอันมากมายมหาศาลได้ วันนี้เราเลือกเดินทางแบบ รังสิต-วังน้อย-สระบุรี-ปากช่อง ซึ่งเป็นเส้นทางสุดฮิตที่ใครๆ ก็ใช้กัน (จริงๆ แล้วไม่ได้มีเส้นทางอื่นให้เลือกตะหาก) ประมาณสิบโมงเราถึงได้ฤกษ์ออกจากกรุงเทพฯ วิ่งรถไปเรื่อยๆ จุดหมายแรกของเราคือร้านอาหาร “สวนเมืองพร” ตั้งอยู่ตรงเขื่อนลำตะคองนั่นเอง ว่าแต่มองท้องฟ้าแล้วหวั่นใจว่าฝนจะตกเหลือเกินเพราะฟ้ามืดๆ วิ่งไล่ตามหลังเรามาเรื่อยๆ และกำลังจะแซง แซงไปเลยก็ดีครับ หลังจากลุ้นว่าฝนจะตกหรือไม่ตกเราก็มาถึงสวนเมืองพร ร้านอาหารร้านนี้ออกแนวอนุรักษ์ธรรมชาติเนื่องจากถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้จำนวนมาก ทางเดินตกแต่งด้วยไม้ประดับนานาชนิด แถมยังมีโซนขายต้นไม้ให้ลูกค้าเข้าไปเลือกซื้อเลือกชมอีกด้วย แต่เนื่องจากกองทัพเดินด้วยท้อง พวกเราก็เลยไม่มีกะใจจะชมต้นไม้กันสักเท่าไหร่ |
![]() |
แต่เมื่อกองทัพที่กำลังหน้ามืดด้วยความหิวได้เคลื่อนพลเข้าไปโซนร้านอาหารปุ๊บก็ต้องร้องโอโห เพราะวิวข้างหน้าเป็นอ่างเก็บน้ำลำตะคองที่กว้างใหญ่มาพร้อมภูเขายอดเรียบขนาบซ้ายขวา แดดก็ไม่มี (เพราะฝนกำลังจะตก) บรรยากาศช่างน่ายืนสูดอากาศเล่นจริงๆ เอาหละ ไม่ว่าวิวจะสวยแค่ไหนเราก็ห้ามลืมวัตถุประสงค์แรกของเรานั่นคือกินอาหารกลางวัน หลังจากเลือกโต๊ะแล้ว สั่งอาหารแล้ว เราก็ไม่เดินไปไหนอีกเลย ฮ่าๆ อาหารที่นี่ถือว่าอร่อยได้มาตรฐานแถมด้วยบรรยากาศชนะเลิศ เราสั่งอาหารมาชุดใหญ่ ทั้งส้มตำ ไก่ทอด คอหมูย่าง ปลาทับทิมทอดน้ำปลา ต้มยำรสแซบ ตบท้ายด้วยเต้าหู้จานร้อนทรงเครื่องที่ส่งกลิ่นหอมมาจากโต๊ะข้างๆ จนพวกเราอดใจไม่ได้ต้องขอลองกะเค้าด้วย กินอาหารเสร็จแล้วเราถ่ายรูปกันอีกพักใหญ่ก่อนที่จะออกเดินทางไปเที่ยวบนอ่างเก็บน้ำตอนบนของเขื่อนลำตะคองกันต่อ |
![]() |
ที่อ่างเก็บน้ำตอนบนซึ่งอยู่ระหว่างทางขึ้นเขายายเที่ยงนี้มีกังหันลมผลิตไฟฟ้าหน้าตาอินเตอร์อยู่สองตัว กังหันสองอันนี้เป็นโครงการศึกษาเท่านั้นเพราะไทยเรายังไม่สามารถมีโรงไฟฟ้ากังหันลมเป็นล่ำเป็นสันอย่างยุโรปเขาได้ เอาน่า อย่างน้อยก็ได้เห็นกังหันราคาตัวละล้านในระยะใกล้ กังหันสองอันนี้ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับอ่างเก็บน้ำเลยทีเดียว อ่างเก็บน้ำหน้าตาเป็นอย่างไรนะเหรอ? มันเป็นรูปวงรีขนาดใหญ่ พื้นผิวถูกปูด้วยยางสีดำ ขอบอ่างชันกี่องศาไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ใจคือถ้าตกลงไปแล้วคงจะปีนขึ้นลำบาก สุดปลายอีกด้านหนึ่งของอ่างเก็บน้ำมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ เราจึงพากันเดินไปตามถนนที่ทอดตัวเป็นวงรีล้อมรอบอ่างเก็บน้ำ พร้อมเก็บรูปไประหว่างทาง ซึ่งเราได้มาเจอกับไข่ขนาดยักษ์ที่ชาวบ้านวางขายอยู่ สอบถามดูได้ความว่ามันคือเปลือกไข่นกกระจอกเทศนั่นเอง ว่าแล้วเราก็ออกสำรวจกันอย่างไม่รีรอ เดินไป เดินไป จนมาถึงองค์พระพุทธรูปซึ่งหันพระพักตร์ออกสู่อ่างเก็บน้ำตอนล่างซึ่งกว้างใหญ่ไพศาลมาก ให้ความรู้สึกสงบอย่างไม่น่าเชื่อ ว่าแล้วก็ไหว้พระกันก่อนตามประสาชาวพุทธ หลังจากนั้นเราจึงเดินทางกลับออกจากอ่างเก็บน้ำตอนบน |
![]() |
ระหว่างทางผ่านรีสอร์ทเล็กๆ แต่งได้น่ารักน่าชัง จึงขอเข้าไปแวะถ่ายรูปก่อน ไม่น่าเชื่อว่า ปัจจุบันเขาใหญ่มีรีสอร์ทสวยๆ อยู่เป็นจำนวนมากจนเรียกได้ว่าผ่านไปไม่เกินทุกๆ หนึ่งกิโลเมตรเราจะพบรีสอร์ทอย่างน้อยหนึ่งแห่ง ซึ่งการตกแต่งของรีสอร์ทบริเวณเขาใหญ่ก็มีหลายรูปแบบแตกต่างกันไป ถ้ามีเวลามากกว่านี้คงได้แวะถ่ายรูประหว่างทางจนถึงเย็นค่ำกันเลยทีเดียว หลังจากที่แวะถ่ายรูปเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกเดินทางไปซื้อวัตถุดิบเพื่อมาประกอบอาหารเย็นกันที่เทสโก้สาขาปากช่องเราขอเตือนท่านอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องการชอปปิงที่เทสโกโลตัสสาขาปากช่อง ท่านอย่าเพิ่งประมาทว่าสาขาต่างจังหวัดคนจะน้อย เพราะเทสโกโลตัสปากช่องคนแน่นตลอดปี และเนื่องจากเรารู้ดีในข้อควรระวังนี้ เราจึงได้ทั้งวางแผน ทั้งเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ทำให้ซื้อของเสร็จไว ได้ครบ และได้ภูมิใจกับบิลที่ยาวเป็นหางว่าว ฮือๆ |
![]() |
หลังจากที่ได้เห็นรูปของที่นี่ตามอัลบั้มในเฟสบุ๊คของเพื่อนๆ จำนวนมาก จึงมีความตั้งใจอันแรงกล้า ยอมสละเวลาอันมีค่าในการเล่นเกมบริหารสมองช่วงดึกเพื่อนอนเข้านอนเร็วขึ้นและตื่นแต่เช้าเพื่อไปเก็บรูปสวยๆจะ ในบรรยากาศที่พาลิโอยังไม่มีแขกไปแวะเวียนกันหนาตาเหมือนช่วงสายๆ หรือเที่ยงวัน
และแล้วเช้าวันรุ่งขึ้นก็มาถึง นาฬิกาที่ตั้งเวลาเอาไว้ร้องปลุกพวกเราออกจากที่นอนตั้งแต่ประมาณเจ็ดโมงครึ่ง แต่ด้วยแรงเฉื่อย อืด และหนืดที่มีอยู่ค่อนข้างสูง ทำให้เราเคลื่อนที่ไปถึงพาลิโอเกือบแปดโมงครึ่ง แต่ก็ยังไม่มีคนมากันสักเท่าไหร่ เราจึงได้เดินเล่นอย่างสบายอารมณ์พร้อมกับเก็บรูปต่างๆ มาอย่างจุใจ (หากต้องการเปรียบเทียบปริมาณประชากรของที่นี่ ณ เวลา แปดโมงครึ่งกับเวลาเที่ยง ขอแนะนำให้เลื่อนลงไปอีกสัก 3-4 รูป จะพบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยสังเกตได้จากปริมาณรถที่จอดอยู่)
|
![]() |
ต้องขออธิบายลักษณะของพาลิโอก่อน คือเค้าตั้งใจทำเป็นเมืองแบบยุโรปจำลอง รูปทรงสิ่งปลูกสร้างจะออกแนวเหลี่ยมๆ ตรงๆ ทาสีจัดจ้าน เช่น ส้ม น้ำตาลแดง เหลือง และมีร้านค้าต่างๆ มากมายซึ่งส่วนมากจะเริ่มเปิดกันหลังจากสิบโมงเช้าไปแล้ว มาในเวลานี้จึงทำให้เราได้มีโอกาสเห็นบรรยากาศของพาลิโอในยามเช้าที่มีเพียงพ่อค้าแม่ค้าบางส่วน ทยอยกันเข้ามาเปิดร้าน รวมถึงไม่ต้องเร่งรีบในการถ่ายทำบรรยากาศในแต่ละจุด นอกจากนี้ แดดก็แรงกำลังดี ยังไม่ร้อนจนเกินไปนัก ทำให้เราสามารถเดินเล่นอย่างสบายๆ ได้จนเรียกได้ว่าแทบจะครบทุกจุดในพาลิโอกันเลยทีเดียว การตกแต่งร้านต่างๆในพาลิโอ ทำให้รู้สึกเหมือนเรากำลังเดินอยู่ที่อิตาลี ด้วยสีสัน ที่ตัดกันระหว่างตัวตึก การออกแบบทางเดิน และการจัดวางโต๊ะ เก้าอี้ ที่ทำได้อย่างแปลกตา นี่คงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้พาลิโอกำลังได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยว |
![]() |
เดินถัดจากปากทางเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านตามตรอกต่างๆ ผ่านตึกสีส้ม สีเหลือง ที่เรียงรายกันอยู่ตามทาง ในที่สุดทุกๆตรอกซอยก็ไปบรรจบกันที่จุดกึ่งกลางของพาลิโอ ที่เราได้พบกับตึกสีเหลืองขนาดใหญ่ที่มีนาฬิกาบอกเวลาเรือนใหญ่ประดับอยู่ ลานกว้างตรงกลางมีสระน้ำพุรูปสี่เหลี่ยม ประดับด้วยต้นไม้สีเขียว ตัดกับสีตึกรอบๆ นอกจากนี้ยังมีม้านั่งสีขาววางอยู่ ช่างเหมาะแก่การนั่งพักผ่อนตามอัธยาศัยเสียนี่กระไร ยิ่งถ้าเป็นฤดูหนาวที่อากาศดีๆ ละก็ เชื่อได้ว่าพาลิโอจะต้องแน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากกว่าช่วงนี้เสียอีก เนื่องจากความไฮเปอร์ของคนเรามีไม่เท่ากัน ตากล้องของเราก็ลงทุนปีนบันไดขึ้นไปเก็บรูปจากชั้นสองของอาคารพาลิโอโดยรอบ ทำให้พวกเราได้มีโอกาสเห็นทิวทัศน์จากด้านบนระเบียงรอบๆ สวยไปอีกแบบ หลังจากกวาดสายตาไปรอบๆ ก็ไปสะดุดอยู่ที่ตึกสีส้มที่มีรอย(ตั้งใจ)แตกอยู่ด้านบน นับว่าเป็นการออกแบบที่มีศิลปะจริงๆ เห็นแล้วก็อดใจไม่ไหวต้องรีบลงจากระเบียงมาเก็บรูปกันใกล้ๆ เลยทีเดียว |
![]() |
เดินมาสักพักใหญ่แดดก็เริ่มพาเม็ดเหงื่อมาปรากฏบนใบหน้าของพวกเรา ประกอบกับเสียงท้องร้องเรียกอาหารเช้า ทำให้เราต้องเร่งฝีเท้ากันเพื่อสำรวจส่วนที่เหลือ หลังจากที่เราแวะทักทายกับเจ้าสิงโตพ่นน้ำที่ทำให้เราเย็นใจอยู่ได้ไม่ทันไรก็หันไปเห็นรูปปั้นที่ทำให้ร้อนขึ้นมาทันที แอบรู้สึกตาร้อนขึ้นมาวาบๆ จนต้องเดินหลบที่น้ำพุด้านนอกเพื่อดับร้อนกัน แล้วก็มาเจอกับร้านอาหารที่มีพ่อครัวหัวป่าก์หุ่นอ้วนกลมยืนรับประกันความอร่อยอยู่หน้าร้าน เห็นแล้วความหิวโหยหาอาหารเช้าของพวกเราก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที แต่ก็ได้แค่มองตาปริบๆ เพราะว่า… ร้านอาหารยังไม่เปิด เดินต่อได้อีกสักหน่อยพวกเราก็ตัดสินใจว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่จะเดินทางกลับไปยังที่พักเพื่อหาอาหารเช้าใส่ท้องตามเสียงเรียกร้องที่ดังจ๊อกๆ หนักขึ้นทุกที |
![]() |
พอกลับมาถึงก็พบสมาชิกที่บ้านตื่นกันพร้อมหน้า เราก็เริ่มบรรเลงอาหารเช้าแบบกันเองง่ายๆ สไตล์เด็ก Gen Y ชอบทำ คือ ออมเล็ท เบคอนทอด แฮมและไส้กรอกย่าง ที่ทำเอาน้องหมาอดใจไม่ไหวต้องเอาคางมาเกยบันไดพร้อมส่งแววตาขอความเห็นใจแบ่งอาหารเช้ากะพวกเราด้วย หลังจากอาหารคาวได้ลงไปอยู่ยังส่วนล่างของกระเพาะอาหารแล้ว เราก็ส่งเครปกล้วยหอมราดชอคโกแลตตามลงไปแบบไม่รีรอ ถึงแม้ว่าอาหารเช้าของพวกเราจะปรุงขึ้นแบบตามมีตามเกิด แต่ขอบอกว่าอิ่มไปถึงเย็นกันเลยทีเดียว
พอท้องอิ่มเราก็เริ่มวางแผนมุ่งสู่จุดหมายของเที่ยงวันนี้ ซึ่งก็คือพาลิโอ เวอร์ชัน ทะเลมนุษย์ (รู้ว่าคนเยอะก็ยังจะอยากไปกันนะนิ) เนื่องจากประชากรส่วนมากในกลุ่มนั้นยังไม่เคยเข้าไปที่พาลิโอกันมาก่อน ว่าแล้วเราก็เราเช็คเอาท์ออกจากที่พักส่วนตัวและมุ่งตรงไปยังพาลิโออย่างไม่รอช้า ก่อนที่จะไม่มีที่จอดรถ |
![]() |
ต้องขอเตือนท่านที่ยังไม่ทราบฤทธิ์เดชของพาลิโอตอนเที่ยง ที่จอดรถจะหายากจนต้องออกมาจอดที่ริมถนนใหญ่ทั้งสองฝั่ง แล้วค่อยข้ามกลับไปแอ่วในตัวพาลิโอ เที่ยงวันนี้แดดเปรี้ยงมาก แต่เราก็สู้ ^_^// ..สิ่งแรกที่เราต้องการหลังจากเข้าไปแล้วคือตามหาร้านขายกาแฟสั่งกาแฟเสร็จแล้วก็ถ่ายรูประหว่างรอเค้าปรุงกาแฟให้เรา หลังจากเติมกาแฟเย็นๆ ใส่ท้องและเติมแอร์เย็นๆ ใส่ปอดให้ฉ่ำแล้ว เราก็เริ่มออกเดินทางฝ่าฝูงชนลงไปสัมผัสกับบรรยากาศของพาลิโอ เวอร์ชัน ทะเลมนุษย์กัน บรรยากาศรอบๆ คึกคักมาก ต่างจากตอนเช้าโดยสิ้นเชิง เราออกสำรวจ ร้านขายของกิ๊บเก๋ ทั้งของกิน เสื้อผ้า เครื่องประดับ ตุ๊กตา เอเจนท์ทัวร์ มากมายหลายหลาก แต่ละร้านแข่งกันตกแต่งด้วยพร็อพสีสดดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวให้ไปชมและถ่ายรูป ดังนั้นจึงไม่แปลกที่กลุ่มลูกค้าร้อยละเก้าสิบจะเป็นวัยรุ่น และวัยทำงาน (อาหารตาเยอะแยะไปหมด) เดินกันให้ควั่ก อย่างพวกเราเรียกว่าวัยรุ่น (ทำงานตอนต้น) ก็ไปเดินให้ควั่กกับเขาเหมือนกัน
|
![]() |
หลังจากเดินกันจนเหนื่อยพวกเราก็ขอออกเดินทางไปยังจุดหมายถัดไป คือ อยุธยา!!!!! เพื่อไปตามหากุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ใส่กระเพาะเป็นมื้อเย็น ว่าแล้วก็มุ่งหน้าสู่ตลาดกลางกุ้งอยุธยา เมื่อมาถึงก็งงกันไปใหญ่ด้วยความหิว และตาลายกับร้านค้ากุ้งจำนวนมากที่เรียงรายกันเป็นแถวยาว เที่ยวนี้เราเลือกร้านที่อยู่ติดริมแม่น้ำ ชื่อร้าน ริมน้ำ อาหารหลักอย่างแรกที่สั่งคือกุ้งเผา ที่เหลือเป็นอาหารประดับโต๊ะ เช่น หมึกผัดไข่เค็ม กระพงทอดน้ำปลา โป๊ะแตก และอื่นๆ เมื่อจานกุ้งถูกนำมาส่งที่โต๊ะพวกเราถึงกับตาลุกวาว มันน่ากินมากกกกกก กุ้งแม่น้ำเผาตัวโตกิโลละเจ็ดร้อยถูกผ่าครึ่งมาให้เรียบร้อย เห็นมันกุ้งสีเหลืองสดเยิ้มเป็นลาวา โอวววว นี่แหละคือสิ่งที่ต้องการ และเมื่อได้ชิมก็ต้องร้องโอวววว อีกครั้ง เพราะมันอร่อยมากกกกก ขอแนะนำเลยว่าถ้าอยากกินกุ้งเผาอร่อยๆ ให้มุ่งมาที่ตลาดกลางกุ้งอยุธยา แต่ท่านจะเลือกร้านไหนอันนี้ขึ้นกับวิจารณญานส่วนบุคคล ที่แน่ๆ คือมาแล้วได้กินกุ้งดีๆ แน่นอน
กินเสร็จ อิ่มและพอใจกับสิ่งที่ได้กินแล้ว เราก็มุ่งหน้ากลับเข้ากรุงเทพฯ ในยามเย็นของวันอาทิตย์ แต่ถึงรถจะมากและเราจะเหนื่อยแค่ไหน ทริปเล็กๆ นี้ก็คุ้มค่ากับการรอคอย (ให้เพื่อนว่างตรงกัน) ไม่น้อยเลยทีเดียว |
รีวิวที่เกี่ยวข้อง (Featured Hotel) : Palio Inn Khao Yai
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
|
- 8480 reads