The French Laundry
วันนี้ทางทีมงานจะพาไปชิมร้านอาหารระดับสามดาวมิชลินไกลถึงเมือง Yountville มลรัฐ California ประเทศสหรัฐอเมริกากันเลยทีเดียวค่ะ
ร้าน The French Laundry เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสของเชฟระดับตำนาน Thomas Keller โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นร้านอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกในปี 2003 และ 2004 สองปีซ้อน และ ได้รับสามดาวมิชลินตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ด้วยความโด่งดังระดับโลกของร้านทำให้การจองร้านนี้ยากอยู่สักหน่อย ต้องใช้ฝีมือและความพยายามในการจองพอสมควรทีเดียว โดยทางร้านจะเปิดให้จองได้สามเดือนก่อนวันที่ต้องการจะมาทาน เราก็จะต้องนับวันกันให้พอดิบพอดี เมื่อถึงสามเดือนเป๊ะก่อนวันนัดก็ให้โทรเข้ามาจองกับทางร้านในเวลาเก้าโมงเช้าของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นเวลาประมาณเที่ยงคืนของเมืองไทย ถ้าสายไม่ว่างก็ต้องกัดฟันอดทนกดเข้าไปใหม่เรื่อยๆจนกว่าจะได้ ผลพวงของสกิลนิ้วไฟและความพยายามของเราก็ทำให้เราได้มาชิมร้านนี้สมใจอยากและได้มีโอกาสรีวิวร้านนี้มาฝากแฟนๆกัน
ร้านนี้ตั้งอยู่ใกล้กับ Napa Valley ที่ขึ้นชื่อด้านไวน์ ทิวทัศน์สองข้างทางก็จะสดสวยเขียวชอุ่มเต็มไปด้วยไร่องุ่น ใครที่ชอบดื่มไวน์แนะนำให้สั่ง wine pairing ของที่นี่ค่ะ นอกจากจะได้ชิมไวน์ชั้นเลิศแล้ว ทางร้านเองจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์โดยเฉพาะมาให้รายละเอียดอีกทั้งวางแผนการจับคู่ไวน์จนทำให้อาหารที่อร่อยมากๆอยู่แล้วอร่อยลึกล้ำเหนือชั้นขึ้นไปอีกค่ะ รายการอาหารนั้นเลือกได้สองอย่างคือเมนูธรรมดาและเมนูมังสะวิรัติ โดยสองเมนูนี้ราคาอยู่ที่ 295$ หรือประมาณ 8,850 บาท wine pairing เพิ่มอีก 250$ หรือ 7,500 บาท หรือจะสั่งเป็นแก้วก็ได้โดยเรียก sommelier มาช่วยแนะนำไวน์ให้เข้ากับอาหาร โดยตกแก้วละประมาณ 25$-75$ แล้วแต่ชนิด สำหรับวันที่เราไป ทางร้านมีเนื้อวากิวเป็นเมนูพิเศษซึ่งสั่งได้โดยเพิ่มเงินอีก 100$ หรือประมาณ 3,000 บาทต่อจาน ซึ่งราคาทั้งหมดนี้ยังต้องบวกภาษี 8% ของรัฐแคลิฟอร์เนียเข้าไปอีก เห็นราคาอาจจะดูน่ากลัวไปหน่อยแต่ถ้านึกถึงประสบการณ์ครั้งเดียวในชีวิตที่เราสามารถดื่มด่ำและจดจำไม่รู้ลืมก็ถือว่าคุ้มเลยทีเดียว
เห็นเป็นร้านระดับสามดาวมิชลินอย่างนี้บอกเลยว่าบริการไร้ที่ติสมศักดิ์ศรีจริงๆ บริกรทุกคนสุภาพเรียบร้อยมีความรู้ด้านอาหารและไวน์เป็นอย่างดี เวลายกจานมาเสิร์ฟก็จะมาพร้อมๆกันตามจำนวนแขกและวางจานพร้อมกันเป๊ะ แม้แต่มุมของจานก็วางมุมเดียวกัน สอบถามได้ความว่าถึงแม้ทั้งร้านจะมีโต๊ะเพียงแต่ประมาณสิบกว่าโต๊ะ แต่มีพนักงานรวมราวๆสี่สิบคน รับรองได้ว่าบริการได้ทั่วถึง ก่อนที่จะเริ่มอาหารในเมนู จานแรกที่ขาดไม่ได้ก็คือ Gougère ชึ่งเป็นแป้ง choux pastry ผสมกับชีส ที่นี่ใช้ชีส Gruyère (ชีสจากสวิสเซอร์แลนด์ หนึ่งในชีสที่นิยมใช้ในการทำชีสฟองดู) รสชาติขนมอบนี้เลยออกมาเป็นกลิ่นชีสเต็มๆ หอมอบอวล ที่ว่าขาดไม่ได้เพราะเมนูนี้เสมือนว่าจะเป็น signature กลายๆ คือไม่ว่าจะไปร้านไหนของเชฟ Thomas Keller ก็มักจะได้ทานทุกที เช่นเดียวกับรายการถัดมาคือ Cornets ที่เป็นโคนกรอบทำจากงาดำ (black sesame tuile) สอดไส้มาด้วยครีมแซลมอน (salmon tartar, red onion crème fraîche, and chive) และรายการแรกบนเมนู OYSTERS AND PEARLS - Sabayon of Pearl Tapioca with Island Creek Oysters and White Sturgeon Caviar ที่ก็เป็น signature ถ้าไปร้านอื่นของเชฟอย่างร้าน Per se ที่นิวยอร์กก็จะได้ทานสามรายการนี้เหมือนกัน OYSTERS AND PEARLS นี่สมเป็นเมนูยอดนิยมที่อยู่คู่ร้านมาหลายสิบปี ตัวหอยนางรมนั้นสดหวาน ทานกับคาเวียร์ชั้นดีและครีมรสกลมกล่อม อร่อยจนบรรยายไม่ถูก จานนี้เสิร์ฟมาพร้อมกับช้อนที่ทำจากเปลือกหอยด้วยเหตุผลที่ว่าช้อนเหล็กจะทำให้หอยนางรมและคาร์เวียร์เสียรสชาติ พิถีพิถันกันทุกรายละเอียดจริงๆค่ะ ถัดจากนั้นก็จะเป็นขนมปังอบใหม่ๆมาร้อนๆ จาก Bouchon Bakery ของ Thomas Keller เองที่มีสาขาอยู่ใกล้ๆกับร้านอาหารนี่เอง มีทั้ง baguette, brioche, pretzel & pain au lait เสิร์ฟพร้อมเนยชนิดพิเศษจาก Vermont พวกเราลงความเห็นตรงกันว่า brioche นั้นอร่อยที่สุด ทั้งความนุ่มฟูเค็มมันและหอมเนยที่กำลังพอดี
อาหารแต่ละจานของที่นี่จะมีส่วนประกอบหลายอย่าง เน้นให้สีและรสสัมผัสมีหลากหลายมิติตัดกัน (contrast) รายละเอียดยิบย่อยเหล่านี้พร้อมวิธีการทำบริกรจะอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด บางทีบอกไปถึงว่าผักชนิดใดมาจากฟาร์มไหนกันเลยทีเดียว เริ่มด้วย Sacramento Delta Asparagus (Garden Radishes, Young Fennel, Jidori Hen Egg Mousse and “Green Goddess Dressing”) หน่อไม้ฝรั่งจานนี้มากับหัว radish หัวเล็กๆ และมูสไข่ เห็นเล็กๆเป็นหยดๆ แต่รสชาติตัวซอสนั้นละมุนละไมสุดๆ Sauteed Fillet of Pacific Yellowtail (Tomato confit, Kettle Garlic “Beignet”, Spanish Capers, Spicy Basil and Nicoise Olive Oil) จานปลาสุกพอดีมีกลิ่นสมุนไพรเล็กๆมากับโดนัทลูกเล็กที่เรียกว่า Beignet (beh/nyeh บิงเย่) ต่อด้วย Georges Bank Sea Scallop “Poelee” (Marinated Grapes, Cutting Celery, Belgian Endive, Marcona Almonds and Brown Butter “Gastrique”) หอยเชลล์ sear มากรอบนอกนุ่มในออกหวานด้วยองุ่นและขมเล็กๆกับขึ้นฉ่ายและใบ Endive (ออน ดีฟ On-Deev) จาน Pied de Cochon (Poached Rhubarb, Petite Turnips, Fava Bean “Pistou”) เป็นเนื้อหมูทำมาคล้ายไส้กรอกทานกับไช้เท้าหัวเล็กๆเข่นเคย ต่อด้วย Herb Roasted Elysian Fields Farm Lamb (Oregon Cepes, Garden Carrots, Swiss Chard, and “Sauce Bordelaise”) เนื้อแกะติดมัน เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟพร้อมแครอทแก้เลี่ยนกับ Swiss Chard ที่ออกขมหน่อยๆอร่อยมากๆ สำหรับจานหลักนี้มี option พิเศษคือถ้าเพิ่มอีก 100$ จะได้เป็นเนื้อวากิวชั้นดี Charcoal-Grilled Japanese Wagyu (Brisket “Pierogi”, Garden Beets, Young Onions, Watercress and “Sauce Raifort” 100$ Supplement) เนื่องจากเดินทางกันมาไกลและของดีระดับนี้หาไม่ได้ง่ายๆจึงต้องลองกันเสียหน่อย จานนี้ถึงจะแพงแต่ก็ถือว่าตัดสินใจถูกเพราะเนื้อคุณภาพเยี่ยมปรุงมาเลิศรส กัดแล้วละลายในปาก ไม่ถึงกับลอยได้แต่ความรู้สึกเหมือนเกือบๆลอยได้อยู่เหมือนกันค่ะแบบว่าเคลิ้มมาก ปิดด้วย “Cabot Clothbound Cheddar”(Crispy Potato Confit, Pickled Ramps and Garden Broccoli) มันฝรั่งลูกกลมทอดมากรอบนอกนุ่มในทานกับผักและครีมชีสหอมมัน
ผ่านไปหลายจานก็อิ่มเกือบจุกอยู่เหมือนกันค่ะ ในเมนูเขียนคอร์สสุดท้ายว่า “Assortment of Desserts” (Fruit, Ice Cream, Chocolate and “Candies”) นึกว่าจานเดียวแต่เอาเข้าจริง มากกันต่อเนื่องแทบไม่ได้หายใจ ตั้งแต่ มูสผลไม้เนื้อเนียนรสอมเปรี้ยวอมหวาน เค้กช็อกโกแลตที่โรยมาด้วยผงพริกเผ็ดๆเล็กน้อย การใช้สมุนไพรหรือพริกในขนมหวานนั้นเป็นลูกเล่นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรง ทั้ง thyme ทั้ง basil ก็เคยเห็นใช้กันมาแล้ว จากนั้นก็ยังมีไอศกรีมรสกลมๆ ไม่หวานจนเกินไปกินกับแผ่นคาราเมลกรอบอร่อยถูกใจ จุดนี้นึกว่าของหวานน่าจะหมดแล้วแต่ก็ยังเหลือโดนัทอีกชามโต กับ affogato ที่เป็นไอศกรีมราดด้วย espresso สุดท้ายจึงค่อยเป็นมาการองและช็อกโกแลต ซึ่งช็อกโกแลตจะมาเป็นกล่องเรียงกันยี่สิบสามสิบรส และบริกรจะอธิบายทีละชิ้นแล้วจึงเลือกกัน จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามีรสแปลกๆอยู่หลายรส แต่ตัวเองเลือกช็อกโกแลตไส้สาวรสเปรี้ยวๆมาทาน
จบมื้อนี้อย่างอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ ประทับใจสุดๆ ทั้งคุณภาพและการเลือกสรรผสมผสานวัตถุดิบหลายๆ อย่างในแต่ละจากจนลงตัว ร้านนี้ก็อันดับต้นๆ ของโลกแล้ว และทำได้ดีจริงจนไม่รู้ว่าจะติอย่างไร ก็ถือว่าราคาแพงแต่เป็นการซื้อประสบการณ์ชีวิตว่าครั้งหนึ่งเคยได้มากินร้าน French Laundry ที่มีดีกรีสามดาวมิชลินกับเขา ก่อนกลับบริกรยังวิ่งตามมามอบเมนูที่มีลายเซ็นของ Thomas Keller ให้ บอกว่าเห็นเราซักถามนู่นนี่ท่าทางจะเป็น Foodie และน่าจะอยากได้เมนูพร้อมลายเซ็น เราจึงได้กลับมาเป็นของที่ระลึก ในแฟ้มยังมีสมุดรายละเอียดฟาร์มต่างๆที่ส่งวัตถุดิบให้ทางร้านอีกด้วย การไปชิมครั้งนี้สำหรับตัวเองแล้ว เป็นหนึ่งในความประทับใจที่จะไม่มีวันลืมเลือน
Rating | 9.5 | ที่ตั้ง: 6640 Washington St, Yountville, CA 94599, United States Website : The French Laundry |
รสชาติ | ||
บริการ | ||
ราคา | $$$$$ | |
บรรยากาศ | Luxurious |
ร้าน The French Laundry เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสของเชฟระดับตำนาน Thomas Keller โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นร้านอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกในปี 2003 และ 2004 สองปีซ้อน และ ได้รับสามดาวมิชลินตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ด้วยความโด่งดังระดับโลกของร้านทำให้การจองร้านนี้ยากอยู่สักหน่อย ต้องใช้ฝีมือและความพยายามในการจองพอสมควรทีเดียว โดยทางร้านจะเปิดให้จองได้สามเดือนก่อนวันที่ต้องการจะมาทาน เราก็จะต้องนับวันกันให้พอดิบพอดี เมื่อถึงสามเดือนเป๊ะก่อนวันนัดก็ให้โทรเข้ามาจองกับทางร้านในเวลาเก้าโมงเช้าของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นเวลาประมาณเที่ยงคืนของเมืองไทย ถ้าสายไม่ว่างก็ต้องกัดฟันอดทนกดเข้าไปใหม่เรื่อยๆจนกว่าจะได้ ผลพวงของสกิลนิ้วไฟและความพยายามของเราก็ทำให้เราได้มาชิมร้านนี้สมใจอยากและได้มีโอกาสรีวิวร้านนี้มาฝากแฟนๆกัน
ร้านนี้ตั้งอยู่ใกล้กับ Napa Valley ที่ขึ้นชื่อด้านไวน์ ทิวทัศน์สองข้างทางก็จะสดสวยเขียวชอุ่มเต็มไปด้วยไร่องุ่น ใครที่ชอบดื่มไวน์แนะนำให้สั่ง wine pairing ของที่นี่ค่ะ นอกจากจะได้ชิมไวน์ชั้นเลิศแล้ว ทางร้านเองจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์โดยเฉพาะมาให้รายละเอียดอีกทั้งวางแผนการจับคู่ไวน์จนทำให้อาหารที่อร่อยมากๆอยู่แล้วอร่อยลึกล้ำเหนือชั้นขึ้นไปอีกค่ะ รายการอาหารนั้นเลือกได้สองอย่างคือเมนูธรรมดาและเมนูมังสะวิรัติ โดยสองเมนูนี้ราคาอยู่ที่ 295$ หรือประมาณ 8,850 บาท wine pairing เพิ่มอีก 250$ หรือ 7,500 บาท หรือจะสั่งเป็นแก้วก็ได้โดยเรียก sommelier มาช่วยแนะนำไวน์ให้เข้ากับอาหาร โดยตกแก้วละประมาณ 25$-75$ แล้วแต่ชนิด สำหรับวันที่เราไป ทางร้านมีเนื้อวากิวเป็นเมนูพิเศษซึ่งสั่งได้โดยเพิ่มเงินอีก 100$ หรือประมาณ 3,000 บาทต่อจาน ซึ่งราคาทั้งหมดนี้ยังต้องบวกภาษี 8% ของรัฐแคลิฟอร์เนียเข้าไปอีก เห็นราคาอาจจะดูน่ากลัวไปหน่อยแต่ถ้านึกถึงประสบการณ์ครั้งเดียวในชีวิตที่เราสามารถดื่มด่ำและจดจำไม่รู้ลืมก็ถือว่าคุ้มเลยทีเดียว
เห็นเป็นร้านระดับสามดาวมิชลินอย่างนี้บอกเลยว่าบริการไร้ที่ติสมศักดิ์ศรีจริงๆ บริกรทุกคนสุภาพเรียบร้อยมีความรู้ด้านอาหารและไวน์เป็นอย่างดี เวลายกจานมาเสิร์ฟก็จะมาพร้อมๆกันตามจำนวนแขกและวางจานพร้อมกันเป๊ะ แม้แต่มุมของจานก็วางมุมเดียวกัน สอบถามได้ความว่าถึงแม้ทั้งร้านจะมีโต๊ะเพียงแต่ประมาณสิบกว่าโต๊ะ แต่มีพนักงานรวมราวๆสี่สิบคน รับรองได้ว่าบริการได้ทั่วถึง ก่อนที่จะเริ่มอาหารในเมนู จานแรกที่ขาดไม่ได้ก็คือ Gougère ชึ่งเป็นแป้ง choux pastry ผสมกับชีส ที่นี่ใช้ชีส Gruyère (ชีสจากสวิสเซอร์แลนด์ หนึ่งในชีสที่นิยมใช้ในการทำชีสฟองดู) รสชาติขนมอบนี้เลยออกมาเป็นกลิ่นชีสเต็มๆ หอมอบอวล ที่ว่าขาดไม่ได้เพราะเมนูนี้เสมือนว่าจะเป็น signature กลายๆ คือไม่ว่าจะไปร้านไหนของเชฟ Thomas Keller ก็มักจะได้ทานทุกที เช่นเดียวกับรายการถัดมาคือ Cornets ที่เป็นโคนกรอบทำจากงาดำ (black sesame tuile) สอดไส้มาด้วยครีมแซลมอน (salmon tartar, red onion crème fraîche, and chive) และรายการแรกบนเมนู OYSTERS AND PEARLS - Sabayon of Pearl Tapioca with Island Creek Oysters and White Sturgeon Caviar ที่ก็เป็น signature ถ้าไปร้านอื่นของเชฟอย่างร้าน Per se ที่นิวยอร์กก็จะได้ทานสามรายการนี้เหมือนกัน OYSTERS AND PEARLS นี่สมเป็นเมนูยอดนิยมที่อยู่คู่ร้านมาหลายสิบปี ตัวหอยนางรมนั้นสดหวาน ทานกับคาเวียร์ชั้นดีและครีมรสกลมกล่อม อร่อยจนบรรยายไม่ถูก จานนี้เสิร์ฟมาพร้อมกับช้อนที่ทำจากเปลือกหอยด้วยเหตุผลที่ว่าช้อนเหล็กจะทำให้หอยนางรมและคาร์เวียร์เสียรสชาติ พิถีพิถันกันทุกรายละเอียดจริงๆค่ะ ถัดจากนั้นก็จะเป็นขนมปังอบใหม่ๆมาร้อนๆ จาก Bouchon Bakery ของ Thomas Keller เองที่มีสาขาอยู่ใกล้ๆกับร้านอาหารนี่เอง มีทั้ง baguette, brioche, pretzel & pain au lait เสิร์ฟพร้อมเนยชนิดพิเศษจาก Vermont พวกเราลงความเห็นตรงกันว่า brioche นั้นอร่อยที่สุด ทั้งความนุ่มฟูเค็มมันและหอมเนยที่กำลังพอดี
อาหารแต่ละจานของที่นี่จะมีส่วนประกอบหลายอย่าง เน้นให้สีและรสสัมผัสมีหลากหลายมิติตัดกัน (contrast) รายละเอียดยิบย่อยเหล่านี้พร้อมวิธีการทำบริกรจะอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด บางทีบอกไปถึงว่าผักชนิดใดมาจากฟาร์มไหนกันเลยทีเดียว เริ่มด้วย Sacramento Delta Asparagus (Garden Radishes, Young Fennel, Jidori Hen Egg Mousse and “Green Goddess Dressing”) หน่อไม้ฝรั่งจานนี้มากับหัว radish หัวเล็กๆ และมูสไข่ เห็นเล็กๆเป็นหยดๆ แต่รสชาติตัวซอสนั้นละมุนละไมสุดๆ Sauteed Fillet of Pacific Yellowtail (Tomato confit, Kettle Garlic “Beignet”, Spanish Capers, Spicy Basil and Nicoise Olive Oil) จานปลาสุกพอดีมีกลิ่นสมุนไพรเล็กๆมากับโดนัทลูกเล็กที่เรียกว่า Beignet (beh/nyeh บิงเย่) ต่อด้วย Georges Bank Sea Scallop “Poelee” (Marinated Grapes, Cutting Celery, Belgian Endive, Marcona Almonds and Brown Butter “Gastrique”) หอยเชลล์ sear มากรอบนอกนุ่มในออกหวานด้วยองุ่นและขมเล็กๆกับขึ้นฉ่ายและใบ Endive (ออน ดีฟ On-Deev) จาน Pied de Cochon (Poached Rhubarb, Petite Turnips, Fava Bean “Pistou”) เป็นเนื้อหมูทำมาคล้ายไส้กรอกทานกับไช้เท้าหัวเล็กๆเข่นเคย ต่อด้วย Herb Roasted Elysian Fields Farm Lamb (Oregon Cepes, Garden Carrots, Swiss Chard, and “Sauce Bordelaise”) เนื้อแกะติดมัน เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟพร้อมแครอทแก้เลี่ยนกับ Swiss Chard ที่ออกขมหน่อยๆอร่อยมากๆ สำหรับจานหลักนี้มี option พิเศษคือถ้าเพิ่มอีก 100$ จะได้เป็นเนื้อวากิวชั้นดี Charcoal-Grilled Japanese Wagyu (Brisket “Pierogi”, Garden Beets, Young Onions, Watercress and “Sauce Raifort” 100$ Supplement) เนื่องจากเดินทางกันมาไกลและของดีระดับนี้หาไม่ได้ง่ายๆจึงต้องลองกันเสียหน่อย จานนี้ถึงจะแพงแต่ก็ถือว่าตัดสินใจถูกเพราะเนื้อคุณภาพเยี่ยมปรุงมาเลิศรส กัดแล้วละลายในปาก ไม่ถึงกับลอยได้แต่ความรู้สึกเหมือนเกือบๆลอยได้อยู่เหมือนกันค่ะแบบว่าเคลิ้มมาก ปิดด้วย “Cabot Clothbound Cheddar”(Crispy Potato Confit, Pickled Ramps and Garden Broccoli) มันฝรั่งลูกกลมทอดมากรอบนอกนุ่มในทานกับผักและครีมชีสหอมมัน
ผ่านไปหลายจานก็อิ่มเกือบจุกอยู่เหมือนกันค่ะ ในเมนูเขียนคอร์สสุดท้ายว่า “Assortment of Desserts” (Fruit, Ice Cream, Chocolate and “Candies”) นึกว่าจานเดียวแต่เอาเข้าจริง มากกันต่อเนื่องแทบไม่ได้หายใจ ตั้งแต่ มูสผลไม้เนื้อเนียนรสอมเปรี้ยวอมหวาน เค้กช็อกโกแลตที่โรยมาด้วยผงพริกเผ็ดๆเล็กน้อย การใช้สมุนไพรหรือพริกในขนมหวานนั้นเป็นลูกเล่นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรง ทั้ง thyme ทั้ง basil ก็เคยเห็นใช้กันมาแล้ว จากนั้นก็ยังมีไอศกรีมรสกลมๆ ไม่หวานจนเกินไปกินกับแผ่นคาราเมลกรอบอร่อยถูกใจ จุดนี้นึกว่าของหวานน่าจะหมดแล้วแต่ก็ยังเหลือโดนัทอีกชามโต กับ affogato ที่เป็นไอศกรีมราดด้วย espresso สุดท้ายจึงค่อยเป็นมาการองและช็อกโกแลต ซึ่งช็อกโกแลตจะมาเป็นกล่องเรียงกันยี่สิบสามสิบรส และบริกรจะอธิบายทีละชิ้นแล้วจึงเลือกกัน จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามีรสแปลกๆอยู่หลายรส แต่ตัวเองเลือกช็อกโกแลตไส้สาวรสเปรี้ยวๆมาทาน
จบมื้อนี้อย่างอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ ประทับใจสุดๆ ทั้งคุณภาพและการเลือกสรรผสมผสานวัตถุดิบหลายๆ อย่างในแต่ละจากจนลงตัว ร้านนี้ก็อันดับต้นๆ ของโลกแล้ว และทำได้ดีจริงจนไม่รู้ว่าจะติอย่างไร ก็ถือว่าราคาแพงแต่เป็นการซื้อประสบการณ์ชีวิตว่าครั้งหนึ่งเคยได้มากินร้าน French Laundry ที่มีดีกรีสามดาวมิชลินกับเขา ก่อนกลับบริกรยังวิ่งตามมามอบเมนูที่มีลายเซ็นของ Thomas Keller ให้ บอกว่าเห็นเราซักถามนู่นนี่ท่าทางจะเป็น Foodie และน่าจะอยากได้เมนูพร้อมลายเซ็น เราจึงได้กลับมาเป็นของที่ระลึก ในแฟ้มยังมีสมุดรายละเอียดฟาร์มต่างๆที่ส่งวัตถุดิบให้ทางร้านอีกด้วย การไปชิมครั้งนี้สำหรับตัวเองแล้ว เป็นหนึ่งในความประทับใจที่จะไม่มีวันลืมเลือน
|
- 253 reads