Ginza Sushi Ichi
รสชาติ | ![]() |
ที่ตั้ง: โรงแรม Grand Hyatt Erawan ถนนราชดำริ กรุงเทพฯ Website : Grand Hyatt Erawan |
|
คุณภาพวัตถุดิบ | ![]() |
||
สุขอนามัย | ![]() | ||
ความคุ้มค่าราคา | ![]() |
||
สถานที่ | ![]() |
หลังจากทางทีมงานเก็บหอมรอมริบหยอดกระปุกกันไว้ได้พอสมควรเราก็ตัดสินใจควักกระเป๋ามาลองชิมสุดยอดร้านซูชิระดับดาวมิชลินที่มาให้เราได้ชิมถึงกรุงเทพกันเสียที
ร้าน Ginza Sushi Ichi นั้นสาขาต้นตำรับอยู่ที่ย่านกินซ่า เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นค่ะ ความอร่อยพิถีพิถันของร้านนี้เป็นที่เลื่องลือจนได้ดาวมิชลินหนึ่งดวงมาครอง เนื่องจากได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจึงได้เปิดสาขาสองที่ประเทศสิงคโปร์อีกด้วย และไม่นานมานี้ก็ได้มาเปิดอีกสาขาที่ประเทศไทยให้พวกเราได้ลิ้มลองความสดอร่อยโดยไม่ต้องบินไปไกลถึงญี่ปุ่น สาขากรุงเทพนี้ตั้งอยู่ที่โรงแรม Grand Hyatt Erawan ตัวร้านเป็นตกแต่งด้วยไม้ไผ่แบบญี่ปุ่นเห็นเป็นเอกลักษณ์มาแต่ไกล ด้วยความโด่งดังของทางร้านคิวจึงค่อนข้างแน่น ส่วนใหญ่ลูกค้าจะโทรมาจองกันล่วงหน้า ใครจะตามรอยไปชิมแนะนำให้โทรไปจองก่อนประมาณหนึ่งสัปดาห์
ร้าน Ginza Sushi Ichi นั้นมีทีเด็ดที่นำวัตถุดิบคุณภาพสูงส่งตรงมาจากตลาด Tsukiji วันต่อวัน ดังนั้นจึงรับประกันได้ถึงความสด นอกจากนี้ปลาที่คัดสรรมาก็มักจะมีปลาแปลกๆ ที่หาทานยากมาให้เราได้ลองชิมกันอีกด้วย แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือเชฟสุดยอดฝีมือที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอ เชฟที่นี่ฝีมือดีมาก และด้วยความที่เรานั่งกันที่ sushi bar เราก็จะได้สังเกตการทำงานของเชฟอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการลอกหนังปลาที่เชฟลอกกันด้วยมือเปล่าไม่ต้องใช้มีด การแล่บางเฉียบหรือการบากแบบต่างๆ เพื่อเสริมรสสัมผัสให้แก่ปลาแต่ละชนิด ตลอดจนฝีมือการปั้นที่สามารถปั้นไข่หอยเม่นบนข้าวได้โดยไม่ต้องใช้สาหร่ายห่อ และหลายๆ คำเชฟจะส่งให้จากมือถึงมือเพื่อให้ทานทันที เรียกว่าได้บรรยากาศญี่ปุ่นแท้ๆ เลยทีเดียว
สำหรับราคา หลายๆ คนคงได้ยินถึงกิตติศัพท์มากันบ้างแล้ว ถ้าเป็นมื้อกลางวันราคาจะย่อมเยาหน่อยโดยมีให้เลือกตั้งแต่ 1300, 2000, 3000 ไปจนถึง 4000 บาท ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าบริการ ถ้าใครมาตอนกลางวันแนะนำให้สั่งเป็นชุด Omakase (Chef's Choice) ที่ราคา 4000++ บาท ซึ่งชุดนี้เสิร์ฟทั้งซูชิและซาชิมิรวมของเรียกน้ำย่อยและของหวานแล้วก็เกือบจะยี่สิบรายการ ของเรียกน้ำย่อยมักจะเป็นจานเบาๆ เช่นเมนูมะเขือม่วงดิบเสิร์ฟพร้อมมิโซะวาซาบิทำออกมารสชาติหอมหวานเหมือนผลไม้แถมให้รสสัมผัสที่นุ่มอย่างไม่น่าเชื่อ ต่อมาเป็นซาชิมิสองรายการแต่ละรายการจะเสิร์ฟสองชิ้นเพื่อให้ทานชิ้นหนึ่งกับเกลือและมะนาวส่วนอีกชิ้นทานกับโชยุและวาซาบิ จะมีปลาย่างหรือปลารมควันอีกสองเมนู ซูชิอีกเจ็ดคำ ซุปมิโซ ข้าวหน้าไข่หอยเม่นและไข่ปลาแซลมอนอีกหนึ่งชาม Maki หรือข้าวห่อสาหร่ายอีกหนึ่ง แล้วจึงเป็นของหวานค่ะ เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับชุด 7000 บาทของมื้อเย็นมากๆ ด้วยราคาเพียง 4000 บาทค่ะ ส่วนมื้อเย็นนั้นราคาจะอยู่ที่ 4000, 5000, 7000 ไปจนถึง 10000 บาทเชียวค่ะ โดยสอบถามได้ความว่าชุด 10000 บาทนั้นจะมีเฉพาะช่วงที่เชฟใหญ่บินมาคุมเองจากญี่ปุ่นซึ่งช่วงนี้เชฟมีปัญหาสุขภาพจึงยังไม่ได้มาเมืองไทย สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงชื่อใน waitlist เพื่อสำรองที่นั่งในช่วงที่เชฟใหญ่บินมาได้
ชุดที่เราจะมารีวิวกันอย่างละเอียดในวันนี้เป็นชุด Omakase Nigiri (Chef’s Choice Sushi) 5000++ บาท ค่ะ เริ่มต้นกันด้วย Appetizer 3 อย่างคือ ลูกพลับเต้าหู้บด หอยสังข์อบสาเก และกุ้งหวาน จัดจานมาประณีตงดงามมาก หอยสังข์และกุ้งก็อร่อยสดหวาน เริ่มต้นได้อย่างดีทำให้เราแทบจะอดใจรอจานต่อไปกันไม่ไหวเลย ระหว่างที่รอรายการถัดไปทางเชฟก็จะจัดเครื่องเคียงรอค่ะซึ่งก็จะมีไช้เท้าหั่นฝอย สาหร่ายญี่ปุ่น ขิงดอง มะนาวผ่าซีก และวาซาบิขูดสดที่เชฟขูดให้ดูตรงหน้ากลิ่นหอม เผ็ดซ่าๆ แถมมีรสออกออกหวานนิดๆ แค่วาซาบิดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งจริงๆ ค่ะ ชิมแล้วจะรู้สึกถึงความแตกต่างกับวาซาบิทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด สำหรับชุด 7000 บาทจังหวะนี้จะมีปลาย่างด้วย เป็นปลา Buri บ้าง ปลาดาบ (Tachiuo – Scabbard Fish) บ้าง และมักจะมีปลารมควันอย่างปลาคัทซึโอะ (Katsuo – Skipjack Tuna) ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับต้นหอมซอยและซอสพอนสึรสอมเปรี้ยว งานนี้เราแอบถ่ายจานของเพื่อนข้างๆ ที่สั่งชุด 7000 บาทมาให้ดูค่ะ รอไม่นานซูชิของเราก็มา จานแรกเป็น ปลากระพง (Tai – Seabream) เนื้อนุ่มหนึบกำลังดีสดมากจนรู้สึกได้ ต่อด้วย ปลากะพงสีชมพู (Nodoguro - Blackthroat Seaperch) อีกหนึ่งในปลาหายากจากญี่ปุ่น จานนี้ประทับใจสุดๆ รสสัมผัสนุ่มนวลจนคนทานแทบละลายตาม ตามมาติดๆ คือ ปลาหมึก (Ika – Squid) เนื้อหนานุ่มเคี้ยวเพลินเข้ากันได้ดีกับรสเปรี้ยวและรสเค็มของยุซุและเกลือหินที่เชฟขูดมาโรยให้ แม้จะเป็นเมนูธรรมดาๆ อย่างปลาหมึกแต่ที่นี่กลับทำได้อร่อยจนน่าตกใจ ถัดมาเป็นส่วน เนื้อแดงของทูน่าหมักโชยุสูตรพิเศษ (Maguro Zuke – Marinated Tuna) ของที่นี่หมักได้รสลุ่มลึกมากทีเดียว อีกหนึ่งพระเอกของมื้อก็คือส่วน ท้องของปลาทูน่า (Otoro – Fatty Tuna Belly) เนื้อนั้นแทรกมันนุ่มละลายในปาก และเชฟก็ยังทำให้เราตื่นเต้นได้เรื่อยๆ เพราะจานถัดมาเป็น ปลาหน้าวัวที่โปะด้านบนมาด้วยตับปลา (Kawahagi - Thread-sail Filefish with its liver) ตับนั้นเพิ่มความมันและเสริมรสชาติกับเนื้อปลาเป็นอย่างดี เมนูนี้หาไม่ง่าย ไม่ได้มีตามร้านซูชิทั่วไป แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านที่ไม่ธรรมดา ร้าน Ginza Sushi Ichi จึงมีมาให้เราได้ลิ้มลอง อย่างปลาทูญี่ปุ่นของที่นี่ก็ไม่ใช่ปลาอาจิธรรมดาแต่เป็น ชิมาอาจิ (Shima Aji – Striped Horse Mackerel) ที่จะมันและรสเข้มข้นกว่าปลาอาจิเฉยๆ พุดถึงปลาหายากก็คงต้องเอ่ยถึงเมนูพิเศษในแต่ละวันของทางร้านกันเสียหน่อย ทางร้านมักจะมีปลาพิเศษซึ่งราคาจะคิดตามราคาตลาดอันแน่นอนว่าราคาจะสูงพอควรเช่นไข่หอยเม่นเกรดพิเศษที่ต้องประมูลมา ราคาจะอยู่ที่คำละ 800 บาท หรืออย่างวันนี้ทางร้านนั้นมี ปลาแซลมอนที่ยังไม่โตเต็มวัย (Keiji – Infant Salmon) ความพิเศษคือปกติแล้วแซลมอนที่โตเต็มวัยเท่านั้นที่จะว่ายทวนน้ำจากทะเลขึ้นมายังน้ำจืดเพื่อผสมพันธุ์และถูกจับได้แต่ในบางกรณีแซลมอนที่ยังไม่โตเต็มวัยที่เนื้อมีความมันสูงแต่มีรสหวานและรสสัมผัสที่อ่อนนุ่มกว่าก็ว่ายทวนน้ำมาด้วย โดยโอกาสที่จะพบแซลมอนแบบนี้นั้นมีแค่สองในหมื่นเท่านั้น จึงไม่แปลกเลยที่ทางร้านจะตั้งราคาไว้ที่ชิ้นละ 2000 บาท เพราะเป็นปลาหายากจริงๆ ทางร้านซื้อมายังต้องมี certificate มาโชว์เลยว่าเป็นปลาแซลมอนอายุน้อยนี้จริงๆ รอบนี้เพื่อนที่มาด้วยใจป้ำสั่งมาลองชิม เราเลยถือโอกาสถ่ายรูปปลาสุดแพงคำนี้มาให้ชมกัน
ทานซูชิไปหลายคำแล้วก็มีซุปมิโซมาให้จิบคั่นรายการกันเบาๆ ซุปมิโซ (Miso soup with Yamaimo Yam and White Sesame) ของที่นี่ก็ยังมีความพิเศษซ่อนอยู่คือจะใส่มันภูเขาและงาขาวถึงมีรสสัมผัสหนืดๆ ข้นๆ ของมันและกลิ่นหอมของงาอยู่ในซุปด้วย ตามมาด้วย ข้าวหน้าไข่หอยเม่นและไข่ปลาแซลมอน (Uni & Ikura Don – Sea Urchin & Salmon Roe on Sushi Rice) จานนี้นี่ถูกใจสุดๆ เพราะไข่หอยเม่นคุณภาพเยี่ยมของที่นี่หวานหอมไม่คาวเลยสักนิดเนื้อนุ่มเนียนมาคู่กับไข่ปลาแซลมอนที่ทางร้านหมักเองด้วยซอสสูตรพิเศษรสกลมกล่อมออกเค็มนิดๆ กำลังพอดีทานพร้อมข้าวซูชิอุ่นๆ กับวาซาบิขูดสดแล้วสุดแสนจะเข้ากัน ต่อมาด้วย ซูชิกุ้งลายเสือ (Kuruma Ebi – Japanese Tiger Shrimp) ที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เฉพาะตัว ทานแล้วแทบจะไม่อยากทานซูชิกุ้งชนิดอื่นอีกเลยเพราะทั้งรสชาติและรสสัมผัสของกุ้งลายเสือนี่เหนือกว่ามาก (ไม่นับ Shiro Ebi หรือซูชิกุ้งขาวที่ทานดิบๆ) ถัดมาเป็น ไข่หวานสูตรพิเศษของร้าน (Tamago – Sweet Egg Omelet) ที่ใส่กุ้งกับมันภูเขาและมิรินผสมกันจนได้รสกลมกล่อมก่อนที่จะย่างด้วยเทคนิคพิเศษจนเนื้อแน่นเนียนราวกับพุดดิ้ง ตามมาด้วย ปลาไหลน้ำเค็ม (Anago – Salt Water Eel) เนื้อนุ่มรสละมุนสุดๆ แบบที่ไม่เคยทานที่ไหนมาก่อน ก่อนที่จะจบด้วย ข้าวห่อสาหร่าย (Toro Maki – Seaweed-wrapped Tuna Roll) ท้องปลาทูน่าส่วนติดมันนุ่มอร่อยสับจนเข้ากันห่อด้วยสาหร่ายหอมๆ กรอบๆ ที่เชฟม้วนส่งให้ถึงมือ ขนมหวานปิดท้ายสไตล์ญี่ปุ่นของ Ginza Sushi Ichi มีให้เลือกสองอย่างด้วยกันคือ พุดดิ้งเต้าหู้ราดซอสชาเขียว (Tofu Pudding with Green Tea Sauce) หรือ ไอศกรีมงาดำ ทำออกมาไม่ค่อยหวานทั้งสองเมนู พุดดิ้งจะออกรสละมุนๆ ตัดกับความขมของซอสชาเขียว ส่วนไอศกรีมงาดำนี่ออกรสครีมเข้มข้นถึงใจ ส่วนตัวชอบมากทั้งสองรายการ
โดยรวมแล้วสำหรับร้านนี้ต้องยกให้เป็นร้านซูชิอันดับหนึ่งของกรุงเทพได้อย่างไม่ต้องคิด นอกจากราคาที่ค่อนข้างแพงแล้วก็ไม่รู้จะติอะไรเพราะทำทุกอย่างมาได้ไม่มีที่ติ ที่จริงแล้วถึงราคาจะดูโหดสักหน่อยแต่เมื่อคำนึงถึงคุณภาพที่เทียบเท่าไปทานที่ญี่ปุ่นระดับนี้แล้วก็ยังถือว่าคุ้มค่าให้ถือเสียว่าประหยัดค่าเครื่องบิน แต่ละรายการที่เชฟรังสรรค์ขึ้นนั้นก็ทำมาอย่างประณีตพิถีพิถัน วัตถุดิบพรีเมี่ยมของที่นี่นั้นก็สุดยอดกว่าที่อื่นๆ เรียกได้ว่าปลาสดจนทานแล้วน้ำตาแทบจะไหล ที่น่าทึ่งคือทุกคำที่เชฟทำมาสามารถทำให้คุณประทับใจได้เรื่อยๆ อย่างแรงไม่ตก ใครที่หลงใหลในรสชาตินุ่มนวลแบบญี่ปุ่นแท้ๆ แบบดั้งเดิมต้องลองร้านนี้จริงๆ ค่ะ
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
|
- 854 reads