Exploring Egypt II : Deir Al-Bahri

หลังจากเปิดทริปวันแรกไปอย่างอลังการด้วยการพาเที่ยวเมือง Memphis (เมมฟิส) เมืองหลวงของอิยิปต์สมัย Old Kingdom และได้ชมพิรามิดมากมายไม่ว่าจะเป็นพิรามิดขั้นบันได พิรามิดแดง รวมไปถึงพิรามิดแห่งกิซ่าอันเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคเก่า
วันที่สองนี้เราก็ย้งมีของดีที่ตระการตาไม่แพ้กันรออยู่ วันนี้เราจะได้ไปเยี่ยมเยือนเมือง Thebes (ธีบส์) หรือที่ตอนนี้รู้จักกันดีในนามเมือง Luxor (ลักซอร์) เมืองหลวงอันเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญของอารยธรรมอิยิปต์มายาวนานตั้งแต่สมัย Middle Kingdom ไปจนถึงสมัย New Kingdom ด้วยความที่ลักซอร์รุ่งเรีองยาวนานเกือบพันปี ลักซอร์จึงเป็นแหล่งรวบรวมวิหารและสุสานมากมาย อีกทั้งเป็นแหล่งรวมงานศิลป์อันวิจิตรบรรจงที่แสดงถึงจุดสูงสุดของศิลปวัฒนธรรมแห่งอาณาจักรอิยิปต์อีกด้วย เกริ่นอย่างนี้แล้ว อยากไปชมกันหรือยังคะ
Egypt air , luxor วันที่สองนี้เราออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่ เช้าแค่ไหนน่ะหรอคะ ตีสามเท่านั้นเอ๊ง ไปถึงสนามบินก็เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้แลกตังค์ งานนี้ต้องการเงินสดเพราะลงเครื่องปุ๊บทัวร์จะส่งคนมารับตังค์ปั๊บ รับเฉพาะปอนด์อิยิปต์เท่านั้นด้วย พวกเราก็เริ่มหาที่แลกเงินกันจ้าละหวั่น ถ้าสนามบินใหญ่อย่างไคโรยังไม่เจอ สนามบินเล็กอย่างลักซอร์คงไม่สามารถให้หวังน้ำบ่อหน้า ในที่สุดก็เจอว่าขาออกไม่มี มีแต่ที่ขาเข้า เราเลยจัดการส่งหัวหน้าแก๊งวิ่งไปแลกมาเป็นที่เรียบร้อย สนามบินที่นี่เข้มงวดมาก ต้องปรินท์ E-ticket มาด้วย และเค้าจะตรวจชื่อในใบกับในพาสปอร์ตอย่างละเอียดแล้วถึงจะยอมให้ผ่านแสกนกระ เป๋าตั้งแต่แรกก่อนจะเข้าไปที่โต๊ะเช็คอินของสายการบินเสียอีก เพื่อนสองคนที่กะเอาพาสปอร์ตให้ดูที่เคาน์เตอร์เช็คอินเฉยๆก็เลยต้องเป็นอัน วิ่งวุ่นไปหาที่พรินท์ด้านนอกเพื่อจะผ่านไอ้ด่านตรวจนี้เข้าไปได้ แถมกระเป๋าเค้าก็ยกขึ้นสายพาน ผ่านเข้าไปรอข้างในแล้วอีกต่างหาก กลัวหายจริงเชียว กว่าจะได้ขึ้นเครื่องก็ย่ำรุ่ง ฟ้าเริ่มสว่างรำไร เราก็นอนบ้างดูวิวบ้างไปตามเรื่องทิวทัศน์ที่เห็นดูช่างแปลกตา บางที่ก็เป็นทะเลทรายแห้งแล้ง บางที่กลับเป็นทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม ที่ชอบเป็นพิเศษก็เห็นจะเป็นหุบเขาอันสลับซับซ้อนดูลึกลับมีสเน่ห์ใต้ม่าน หมอก เข้าใกล้เมืองลักซอร์ก็จะเห็นไร่อ้อยมากมาย มีการเผาทุ่งเป็นหย่อมๆเพื่อเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกรอบใหม่ นอนบนเครื่องแป๊บเดียวก็ถึงลักซอร์ สนามบินลักซอร์เล็กๆน่ารัก ไม่มีงวงมีแต่รสบัสลำเลียงผู้โดยสารไปที่เทอร์มินัล ลงมาปุ๊บก็มีหนุ่มใหญ่ใส่สูทเนี๊ยบกริบมารอรับ ขึ้นรถมาถึงได้รู้ว่าเค้าไม่ใช่ไกด์ (ที่แน่ๆ แต่งหรูขนาดนี้คงไม่ใช่คนขับรถ) จริงๆแล้วพี่สูทเค้าเป็นคนมาเก็บตังค์ค่า ดีนะเนี่ยที่แลกเงินมาแล้ว

Hisbiscus, falafel, Turkish coffee พี่สูทพาเอากระเป๋าไปหย่อนที่โรงแรมแล้วก็พาหาอาหารเช้า แนะนำมาแต่ละอย่างเนี่ย เจ็บปวดใจมาก แมคโดนัลเอย เคเอฟซีเอย ม่ายน้า เราก็เลยแจ้งความจำนงว่า อยากกินอาหารพื้นเมืองอ่ะค่ะ พี่สูทก็มองหน้า แบบว่าแน่ใจหรอ เราต้องยืนยันกันตั้งหลายรอบกว่าที่พี่เค้าจะยอมแพ้ ตบท้ายด้วยการบอกว่า จู๊ดๆพี่ไม่รับผิดชอบน้า ไปถึงร้านแล้วก็แสนดีใจ แค่เห็นก็น่ากินเหลือหลาย ของกินก็มีหลากหลายแต่เราไม่รู้จักชื่อสักอย่าง ก็เลยส่งคุณเสื้อสูทไปจัดการคุยให้จนได้ขนมปังอิยิปต์มาตระกร้าเบ้อเริ่ม มีฮัมมัสจิ้มๆสองสามแบบ มีมะเขือม่วงเปรี้ยวๆของโปรด ไข่ต้มฝาน ถั่วต้มน้ำมะนาว แล้วก็เฟรนช์ฟราย กินกันเปรมปรีด์มาก กินเสร็จก็อยากดื่มชากาแฟแต่ร้านนี้ไม่มีขาย คนขายก็น่ารักส่งเด็กวิ่งออกไปซื้อร้านไหนก็ไม่รู้มาให้ บริการประทับใจจริงๆ กาแฟที่นี่เป็นกาแฟตุรกี มีบริการมาเทให้ถึงที่ ที่นี่เค้าคงไม่ได้กรอง ผงตกตะกอนข้างล่างเป็นชั้นเลย เห็นอาหารเช้ามื้อใหญ่โตขนาดนี้ แถมมาหลายชุด เราก็กะๆไว้ว่า ราคาน่าจะประมาณหนึ่ง ตอนคิดเงินนี่แทบช็อก ทั้งหมดที่เห็นกินแปดคนแทบจุกนั่นน่ะค่ะ หกสิบห้าาาาา หกสิบห้าปอนด์อิยิปต์เท่านั้น โอ้ว แม่เจ้า กรี๊ด อะไรมันจะถูกปานนั้น ไม่ถึงห้าร้อยบาทไทยเลยอ่ะประทับใจอย่างแรงจริงๆ

Deir al-Bahri (เดียร์ อัล บาห์รี) ฟาโรห์หญิง Hatshepsut (ฮัทเชปชัท) Funerary temple , tram, sunk relief อิ่มแปล้กันเต็มที่เราก็ร่ำลากับคุณเสื้อสูทแล้วก็ได้ทักทายกับ Esra (เอสรา) ไกด์สาวคนใหม่ของเรา วันนี้เราลุยฝั่งตะวันตกกันก่อน สต็อปแรกของเราก็คือวิหาร Deir al-Bahri (เดียร์ อัล บาห์รี) วิหารของฟาโรห์หญิง Hatshepsut (ฮัทเชปชัท) วิหารนี้ถือเป็น Funerary temple คือวิหารที่ใช้ในการทำมัมมี่ของฟาโรห์ก่อนที่จะนำไปฝังนั่นเอง ฟาโรห์แต่ละคนอาจมีหลายวิหารแต่จะมี Funerary temple คนละอันเท่านั้นเพื่อให้นักบวชใช้ในการประกอบพิธีกรรมทำมัมมี่ ตามประวัติศาสตร์ สมัยที่ฮัทเชปชัทครองราชย์เป็นสมัยที่รุ่งเรืองมาก ทั้งการรบพุ่งก็แกร่งกล้าสามารถขยายอาณาจักรออกไปยึดครองกว้างขวาง การค้าก็มั่งคั่ง เชื่อกันว่าเธอครองราชย์อยู่นานราวยี่สิบสองปี ฮัทเชปชัทเป็นฟาโรห์ที่เก่งกาจ เธอจะสวมเคราปลอมและชุดแบบชายเพื่อให้ประชาชนนับถือเธอดั่งฟาโรห์คนหนึ่ง เธอออกคำสั่งให้สร้างวิหารและรูปปั้นของเธอมากมาย รวมไปถึงวิหาร Deir al-Bahri แห่งนี้ เคยบอกไปเมื่อตอนที่แล้วว่าใครมีบัตรนักเรียนจะได้ลดครึ่งราคานะจ๊ะ งานนี้ต้องผิดหวังเพราะคนตรวจตั๋วที่นี่ฟิต บัตรนิสิตจุฬาของน้องเราเลยด๋อย ตอนแรกเรางงมากเพราะมีแปลภาษาอังกฤษครบถ้วน ที่ไหนได้ คนขายตั๋วชี้ที่วันหมดอายุบัตร เราเลยถึงบางอ้อ พิโธ่พิถัง วันหมดอายุบัตรมันเป็นพศ.ไม่ใช่คศ. วันนี้น้องเราเลยต้องจ่ายค่าเข้าสองเท่าทุกที่เลย…เศร้า วิหารนี้เข้าไปจากทางเข้าลึกหน่อยก็เลยมีรถรางให้นั่งชิลๆเข้าไป พอเราขึ้นปุ๊บก็มีคนวิ่งตามขึ้นมาตื้อขายของขายโปสการ์ดมากมาย มีวิ่งเอาวิทยุขึ้นมาด้วย กลัวคิดเงินค่าเพลงจริงๆ
Deir al-Bahri (เดียร์ อัล บาห์รี) ฟาโรห์หญิง Hatshepsut (ฮัทเชปชัท) Funerary temple , anubis (อนูบิส) เทพแห่งการทำมัมมี่ ที่ jackal (หมาไน) เทพ Horus (โฮรัส) เทพเจ้าเหยี่ยว เทพี Nut (นูท) เทพีแห่งท้องฟ้า ,เทพี Hathor (ฮาเธอร์) วิหารนี้ออกแบบให้มีสามชั้น มีพื้นลาดเอียงเชื่อมต่อเป็นทางเดินขึ้น ฝ่าฝูงชนขึ้นไปได้ก็พบว่าข้างบนมีรูปสลักอยู่ตามผนังมากมาย หลายรูปยังสีสันสดใส แม้เวลาจะผ่านไปหลายพันปี รูปสลักตามผนังนั้นส่วนใหญ่เป็นการเล่าเรื่องราว เช่นรูปฟาโรห์บวงสรวงเทพเจ้าหรือแสดงแสนยานุภาพออกบุกรุกอาณาจักรอื่นๆอย่างโซมาเลีย นูเบีย หรือพันต์ เนื่องด้วยชาวอิยิปต์มีความเชื่อในเทพเจ้า ตามผนังจึงมีรูปเทพเจ้าต่างๆมากมายหลายองค์ งานนี้เราเลยได้เรียนหลักสูตรเทพปกรณัมอิยิปต์แบบรวบรัดโดยไกด์ชี้ตามภาพสอนไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของเทพ Anubis (อนูบิส) เทพแห่งการทำมัมมี่ ที่มีหัวเป็น jackal (หมาไน) หรือเทพ Horus (โฮรัส) เทพเจ้าเหยี่ยวเทพผู้ปกปักษ์รักษา เทพี Nut (นูท) เทพีแห่งท้องฟ้า อันมีสัญลักษณ์แทนตัวเป็นท้องฟ้าและดาวห้าแฉกสีเหลือง อีกทั้งเทพี Hathor (ฮาเธอร์) ซึ่งบางทีจะแสดงอยู่ในรูปวัวหรือผู้หญิงที่มีหูใหญ่ยาวคล้ายวัว ชั้นบนสุดของวิหารมีรูปปั้นยืนเรียงรายอยู่ เห็นอย่างนี้ทุกคนคงเดาได้ว่าท่าสุดฮิตของนักท่องเที่ยวจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากไปยืนเอามือไขว้กันเลียนแบบเพื่อถ่ายรูป
Medinet habu, Pylon, funerary temple ,ฟาโรห์ Ramses III จากวิหารของฮัทเชปชัท เราก็มุ่งหน้าไปที่วิหารฮาบู วิหารฮาบูเป็น funerary temple ของฟาโรห์ Ramses III (รามซิสที่สาม) funerary temple เป็นวิหารที่นักบวชใช้ดูแลจัดการพระศพขององค์ฟาโรห์ ด้านนอกของวิหารดูเล็กๆโทรมๆจนเราไม่แน่ใจว่าจะเจออะไร ผ่านประตูแรกเข้าไปเท่านั้นแหละ ถึงได้ตะลึงกับความสวยงามและยิ่งใหญ่ของวิหารแห่งนี้ รูปสลักในวิหารนี้ทั้งหมดชัดเจนมากเพราะเป็นรูปสลักลึกแบบที่เรียกว่า sunk relief และเป็นเหตุผลที่วิหารนี้คงเหลืออยู่ในสภาพดียิ่ง ประตูหน้ามีสามช่องเป็นประตูแบบพิเศษที่เห็นได้ไม่มากนักในอิยิปต์ เพราะปกติแล้วจะมีช่องประตูเดียว การออกแบบพิเศษที่คาดว่าได้มาจากอิทธิพลของชาวทะเลซึ่งหมายถึงชาวตุรกีและ ชาวปาเลสไตน์ และที่มีหลายๆช่องก็เพื่อว่าจะได้เอาศีรษะศัตรูที่ตัดมาได้จากการรบมาห้อย โชว์ กึ๋ยยยย เมื่อผ่านประตูใหญ่ที่เรียกว่า pylon (ไพลอน) นี้เข้าไปก็จะเจอกับอีกหลายห้องต่อกันเป็นชั้นๆกั้นด้วยประตูแบบนี้ไปเรื่อย มีรูปปั้นและรูปสลักอีกมากมาย ห้องท้ายๆของวิหารนี้เต็มไปด้วยเสาต้นใหญ่ยักษ์สลักเสลางามวิจิตร ที่เสาเหลือแต่ตอเพราะนายกโมฮัมมัดอาลีสั่งตัดไปทำฐานโรงงานน้ำตาลตอนเศรฐ กิจอ้อยกำลังบูม ฟังแล้วของขึ้นมากๆ เสาพันปีเอาไปทำเป็นฐานโรงงาน น่าเสียดายจริงๆ

Medinet habu, Pylon, funerary temple ,ฟาโรห์ Ramses III,เทพีเนคเบ็ต ผู้พิทักษ์อิยิปต์บน เทพีเซคเม็ต เทพีแห่งสงคราม Funerary temple เป็นวิหารที่องค์ฟาโรห์ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ถึงแม้ฟาโรห์แต่ละพระองค์จะสร้างวิหารเพื่อบูชาเทพเจ้าและเฉลิมฉลองเกียรติยศของตนมากมายเพียงไรก็ได้ตามใจ แต่จะมี funerary temple ได้เพียงวิหารเดียวเท่านั้นเพราะจะใช้เป็นที่ทำมัมมี่ของฟาโรห์ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ funerary temple จะได้รับการเอาใจใส่ในการสร้างเป็น พิเศษเพราะเป็นสถานที่สำคัญในการเตรียมองค์ฟาโรห์ให้พร้อมต่อชีวิตหลังความตายอันเป็นนิรันดร์ กรรมวิธีทำมัมมี่นั้นยุ่งยากและละเอียดอ่อน ทุกอย่างต้องอาศัยความพอดีเพื่อให้ศพนั้นคงสภาพไว้ได้ กระบวนการก็มีทั้งควักเครื่องในออกมา ชำระล้าง ชโลมน้ำมัน ห่อผ้า ตากแห้ง ฯลฯ ซึ่งกรรมวิธีนั้นสลับซับซ้อนจน กระทั่งแม้เวลาผ่านมาหลายพันปีเทคโนโลยี ปัจจุบันก็ไม่สามรถเลียนแบบได้แม้จะมีคนพยายามทดลองแล้วก็ตาม ในยุคนั้นนักบวชจะเป็นผู้ประกอบพิธี ถ้าศพนั้นเป็นศพของผู้มีอันจะกินก็ จะผ่านกระบวนการทำมัมมี่นี้นานราวเจ็ดสิบวัน ส่วนคนที่ฐานะปานกลางจะทำราวสามสิบห้าวันโดยการรักษาสภาพก็จะไม่ดีเท่าแบบนานๆ นอกจากตัวกระบวนการเองแล้ว สภาพแวดล้อมก็เป็นปัจจัยเสริมในการรักษาสภาพมัมมี่ด้วย โลงศพที่ใช้จึงมักจะทำจากหินแกรนิตซึ่งเป็นฉนวนควบคุมอุณหภูมิอย่างดี ถึงแม้ภายนอกจะร้อน แต่ภายในโลงจะยังคงเย็น คงคล้ายๆกับการเก็บแช่ไว้ในตู้เย็นดีๆนี่เอง มาชมตัววิหารกันต่อบ้าง ฟาโรห์รามซิสที่สามนี้เป็นนักรบผู้กล้าแกร่งและเหี้ยมโหด ในรูปสลักจะมีรูปที่ท่านกำลังจะตัดหัวศัตรูอยู่มากมาย โดยเปลี่ยนลักษณะของศัตรูเป็นรูปร่างหน้าตาของชนชาติต่างๆไปเรื่อย แสดงถึงว่าท่านได้ชนะทุกชนชาติเหล่านั้น นอกจากข้างผนังถ้ามองดูข้างบนบ้างก็จะเห็นเป็นรูปนกกางปีกอยู่เหนือช่องประตู นกนี้คือนกแร้งสัญลักษณ์ของเทพีเนคเบ็ตผู้พิทักษ์อิยิปต์บน ซึ่งในที่นี้สื่อความหมายว่าพิทักษ์รักษาวิหารแห่งนี้ ภายในวิหารนั้นยังมีรูปปั้นสิงโตซึ่งเป็นตัวแทนของเทพีเซคเม็ต เทพีแห่งสงครามคอยอวยพรให้มีชัยชนะเหนือข้าศึกศัตรูอีกด้วย

Tombs of the Nobles (สุสานขุนนาง) และ Tomb of the workers (สุสานคนงาน) วิหารของ Seti I ถัดจากวิหารฮาบูสุดประทับใจเราก็ไปดู Valley of the Kings (สุสานกษัตริย์) และ Valley of the Queens (สุสานราชินี) กันต่อ เนื่องจากฟาโรห์ต่างกังวลกับชีวิตหลังความตายของตน เมื่อได้ขึ้นครองราชย์ปุ๊บ สิ่งแรกที่ฟาโรห์มักจะสั่งให้ดำเนินการ ก็คือการสร้างพิรามิดหรือสุสานไว้รอท่าเพื่อว่าตายเมื่อไหร่จะได้เป็นที่ฝังมัมมี่และสมบัติล้ำค่าต่างๆไว้ใช้หลังคืนชีพ เมื่อฟาโรห์ตายลงแล้วช่างก่อสร้างก็จะมีเวลาต่ออีกเจ็ดสิบวันเท่ากับระยะเวลาทำมัมมี่เท่านั้นในการเตรียมพร้อมเพราะเมื่อมัมมี่ เสร็จจะต้องถูกนำไปฝังในโลงศพแล้วปิดผนึกทางเข้าทันที จึงพบว่าในหลายๆสุสานการตกแต่งก่อสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี คาดว่าเป็นเพราะฟาโรห์จากไปอย่างกระทันหันก่อนที่ช่างจะเตรียมได้เสร็จนั่นเอง เสียดายที่เค้าห้ามไม่ให้ถ่ายรูปจึงไม่ได้รูปถ่ายความสวยงามและสภาพอันเกือบสมบูรณ์ของสุสานเหล่านี้มาฝาก จากนั้นเรายังได้แวะทั้ง Tombs of the Nobles (สุสานขุนนาง) และ Tomb of the workers (สุสานคนงาน) อีกด้วย สุสานของคนงานนั้นทำจากหินปูน รูปภายในก็จะเป็นชีวิตประจำวันมากขึ้น มีรูปสมาชิกครอบครัวให้เห็น คนงานเหล่านี้ไม่ใช่ทาส ฟาโรห์ให้ความเป็นอยู่พวกเขาดีพอควรโดยสร้างคอมเพล็กซ์ให้มาอยู่ ในหุบเขาใกล้กับที่ตั้งของสุสานฟาโรห์ให้เดินทาง ไปทำงานสะดวกอีกทั้งยังส่งอาหารมาเลี้ยงดู ช่างฝีมือเหล่านี้ทำงานราววันละสิบชม.แต่มีวันหยุด พวกเขามักจะใช้วันหยุดเหล่านี้สร้างสุสานของตนเองเตรียมไว้หลังความตาย ท้ายสุดเรายังอัดโปรแกรมเข้าไปอีกหนึ่งคือวิหารของ Seti I (เซติที่หนึ่ง) พระบิดาของฟาโรห์รามซิสที่สองผู้ยิ่งใหญ่ ตัววิหารค่อนข้างเล็ก ไม่ค่อยมีอะไรมาก รายการสุดท้ายเวลาเหลือ เราก็เลยได้ถ่ายรูปกันอย่างสบายๆ

Nile river, felluca ไม่น่าเชื่อว่าเราจะอัดรายการกันได้จุใจทั้งๆที่เพิ่งตื่นตั้งแต่ไก่โห่บินมา เราอัดกันแน่นจนข้าวกลางวันไม่ได้กิน ดูจบวิหารอันสุดท้ายแล้วไกด์ก็มีอาการวูบตอนจะขึ้นรถ ร้อนถึงพวกเราต้องคุ้ยขนมคุ้ยป้อกกี้ที่อุตส่าห์แบกมาฝากจากไทยเอาไปให้ไกด์กินประทังชีพ และแล้วก็จบวันถึกไปได้ด้วยดี เราเข้าโรงแรมใหม่ไปชิล กันอย่างสบายใจ แม้จะเดินกันจนล้าก็ยังมีคนอุตส่าห์มีแรงลงว่ายน้ำในสระว่ายน้ำต่ออีก ฟิตจริงๆ สระว่ายน้ำอยู่ข้างแม่น้ำไนล์ซะด้วย วิวสวยมากๆ ว่ายน้ำกันเสร็จก็ขึ้นมาจิบ pina colada อยู่ข้างสระว่ายน้ำกันคนละแก้ว สุขเกษมเปรมปรีด์กันจริงๆ เย็นย่ำก็ได้ชมวิวเรือใบในแม่น้ำไนล์ตอนพระอาทิตย์ลับฟ้างามๆ

Sofra และที่ขาดไม่ได้ปิดท้ายวันก็คือรายการอาหารนั่นเองวันนี้บุกไปร้านที่โลนลี่แนะนำอีกแล้วครับท่าน ร้าน นี้ชื่อร้าน Sofra (โซฟรา) ร้านเค้าแต่งได้สวยถูกใจได้บรรยากาศ อาหารอร่อยอย่างที่โลนลี่คุยไว้จริงๆ ทั้งน้ำผลไม้นานาชนิด ฝรั่ง ส้ม เลมอน เมลอน สตอเบอรี่ แพร์ ที่ชอบมากคือโยเกิร์ตใส่น้ำผึ้งและชามินท์ แอพิไทซ์เซอร์ก็จะเริ่มซ้ำๆเดิม คือขนมปัง ฮัมมัส และมะเขือม่วง ส่วนเมนคอร์ส เราล่อกันทั้งลูกวัว นกพิราบ กระต่าย เป็ด ไก่ เรียกว่ากินกันครบเลยทีเดียว ตบท้ายด้วยของหวานเป็นพุดดิ้งข้าวโรยมะพร้าวกับลูกเกด หอมอร่อยมากๆ จบวันแบบอิ่มใจอิ่มพุงกันแล้วก็ยังได้นั่งแท็กซี่รถม้ากลับโรงแรมด้วย สนนราคาก็เท่ากับรถแท็กซี่ทั่วไป จบวันแบบดูดีมีสไตล์ วันต่อไปเราจะพาเที่ยวฝั่งตะวันออกของลักซอร์ ชมวิหารคารนัคอันเลื่องชื่อ อย่าลืมติดตามกันให้ได้นะคะ