Exploring Egypt III : Karnak Temple
หลังจากไปเที่ยวลักซอร์ฝั่งตะวันตกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็มาต่อฝั่งตะวันออกกันบ้าง ที่โด่งดังเลื่องชื่อลือชาที่สุดก็เห็นจะหนีไม่พ้นวิหารคาร์นัค ใครที่ดูหนังฮอลลีวู้ดอย่างพวกมัมมี่รีเทิร์นก็คงจะคุ้นหูคุ้นตากันอยู่บ้าง
วิหารคารนัคนั้นสร้างขึ้นเมื่อราว 2400 BC เพื่อเป็นวิหารที่ใช้ในการบูชาเทพเจ้าอมุนรา ซึ่งในยุค New Kingdom นี้ยกให้เป็นเทพเจ้าแห่งชัยชนะ (God of victory) จากวิหารคารนัคจะมีทางเดินเชื่อมไปถึงวิหารลักซอร์ (Luxor temple) โดยสองข้างทางของทางเดินเชื่อมต่อนี้จะมีรูปปั้นสฟิงซ์เรียงรายอยู่ ถนนเส้นนี้จึงมีชื่อเรียกว่า Sphinx Avenue โดย Sphinx Avenue สร้างขึ้นโดยพระเจ้ารามซิสที่สอง ตอนนี้เมืองลักซอร์กำลังมีโปรเจ็กท์ที่จะขุดและบูรณะ Sphinx Avenue นี้ขึ้นมาใหม่ ด้วยหลายส่วนยังคงจมอยู่ใต้ผืนทราย ซึ่งโปรเจ็กท์นี้จะทำให้ประชาชนมากมายที่บ้านตั้งอยู่บนทางเดินสายนี้ต้องถูกโยกย้าย แต่ก็คาดว่าจะส่งเสริมการท่องเที่ยวได้มากขึ้นอีกหลังการบูรณะเสร็จสิ้น วันนี้เราไปเดินเล่นที่ Sphinx Avenue และเข้าชมวิหารคารนัคกันดีกว่าค่ะ
วิหารคารนัคนั้นสร้างขึ้นเมื่อราว 2400 BC เพื่อเป็นวิหารที่ใช้ในการบูชาเทพเจ้าอมุนรา ซึ่งในยุค New Kingdom นี้ยกให้เป็นเทพเจ้าแห่งชัยชนะ (God of victory) จากวิหารคารนัคจะมีทางเดินเชื่อมไปถึงวิหารลักซอร์ (Luxor temple) โดยสองข้างทางของทางเดินเชื่อมต่อนี้จะมีรูปปั้นสฟิงซ์เรียงรายอยู่ ถนนเส้นนี้จึงมีชื่อเรียกว่า Sphinx Avenue โดย Sphinx Avenue สร้างขึ้นโดยพระเจ้ารามซิสที่สอง ตอนนี้เมืองลักซอร์กำลังมีโปรเจ็กท์ที่จะขุดและบูรณะ Sphinx Avenue นี้ขึ้นมาใหม่ ด้วยหลายส่วนยังคงจมอยู่ใต้ผืนทราย ซึ่งโปรเจ็กท์นี้จะทำให้ประชาชนมากมายที่บ้านตั้งอยู่บนทางเดินสายนี้ต้องถูกโยกย้าย แต่ก็คาดว่าจะส่งเสริมการท่องเที่ยวได้มากขึ้นอีกหลังการบูรณะเสร็จสิ้น วันนี้เราไปเดินเล่นที่ Sphinx Avenue และเข้าชมวิหารคารนัคกันดีกว่าค่ะ
![]() |
วันนี้ตื่นเช้าสดใสเพราะเป็นวันแรกที่ได้นอนอิ่มตั้งแต่มาเหยียบอิยิปต์โปรแกรมวันนี้ก็ออกจะหลวมๆ สบายๆ เพราะเมื่อวานโกยไปเกือบหมด เนื่องด้วยอาหารเช้าเมื่อวานแจ่มมาก เราก็เรยขอให้ไกด์พาไปหย่อนที่ร้านเดิมเติมพลังกันเสียก่อนวันนี้โชคดี มีฟาลาเฟลของโปรด เมื่อวานฟาลาเฟลทำไม่เสร็จ มาทอดเสร็จตอนเรากินกันเรียบร้อยไปแล้วเลยอด วันนี้ทอดไว้หน้าร้านเลยได้เห็นกันตั้งแต่ยังไม่เดินเข้าร้าน พวกเราเลยดี๊ด๊ากันใหญ่
อาหารเครื่องเคึยงก็คล้ายๆเดิม เราไปชี้ของหน้าตาแปลกๆจากหน้าร้านมาเพิ่ม วันนี้สนนราคาแพงกว่าเมื่อวาน เพิ่มมาเป็นราวๆร้อยหกสิบ แต่เนื่องด้วยวันนี้มีฟาลาเฟลตรึม แถมคูณๆไปก็ยังถูก เราก็เลยไม่ได้ตะขิดตะขวงใจว่าเริ่มถูกโก่งราคาแต่อย่างใด ยังปลื้มเปรมกับร้านนี้ต่อไป
อิ่มเต็มคราบแล้วเราก็ไปตะลุยวิหารคารนัคกัน ไกด์เริ่มด้วยการพาไปดูโมเดลชมความยิ่งใหญ่อลังการของคอมเพล็กซ์อันยิ่งใหญ่ซึ่งกินเนื้อที่กว่าหกสิบเอเคอร์ เนื่องจากเป็นวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อการบูชาเทพเจ้าเป็นหลัก ที่นี่จึงมีห้องต่างๆแบ่งไว้เพื่อให้คนทั่วไปและนักบวชได้มาจุดเทียนเผาเครื่องหอมถวายวิหารนี้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆตลอดช่วงเวลาหลายรัชสมัย ฟาโรห์แต่ละองค์เมื่อครองราชย์ก็เพิ่มโน่นเติมนี่ โบราณวัตถุทรงคุณค่าที่พบในวิหารนี้จึงมีอายุเก่าแก่แตกต่างกันไป ที่นี่จึงอุดมไปด้วยงานศิลป์ล้ำค่าจนถือได้ว่าเป็น Open museum เลยทีเดียว
ถัดออกมาเป็น Sphinx Avenue หรือทางเดินหน้าวิหารคาร์นัค มีจุดเด่นคือสฟิงซ์จะมีหัวเป็นแกะ (ram) และมีตัวเป็นสิงโต ที่หัวเป็นแกะแทนที่จะเป็นอย่างอื่นก็เพราะว่าแกะเป็นสัญลักษณ์ เป็นร่างหนึ่งของเทพอมุนรา โดยระหว่างขาของสฟิงซ์จะมีรูปปั้นฟาโรห์เล็กๆในท่ายืนอยู่ ซึ่งแสดงถึงว่าเทพอมุนราปกป้องฟาโรห์อยู่นั่นเอง
|
![]() |
เมื่อผ่านประตูยักษ์ที่เรียกว่า pylon เข้าไป เราก็จะเห็นความยิ่งใหญ่ตระการตาของวิหารแห่งนี้ ตัวประตูของที่นี่เองก็มีความพิเศษอีกเช่นกัน กล่าวคือการสร้างประตูนั้นยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ตัวนั่งร้านที่ทำจาก mud brick จึงยังไม่ได้ถูกรื้อลงมา ซึ่งอันนี้เป็นหลักฐานชิ้นเอกให้คนรุ่นหลังเข้าใจวิธีการก่อสร้างไพลอนใหญ่ๆในสมัยก่อน กล่าวคือจะมีการใช้ดินถมเป็นทางเดินลาดเพื่อลากหินขึ้นพื้นเอียงไปต่อยอดเรื่อยๆจนประตูสร้างเสร็จ จากนั้นการตกแต่งจะตกแต่งจากบนลงล่างเพื่อให้ค่อยๆรื้อตัวเนินดินนี้ลงมาได้ตามลำดับ ในบรรดาห้องที่มีมากมายนี้จะมีห้องหนึ่งที่มีรูปปั้นทองคำของเทพหลังทั้งสามคืออมุนรา มุต(มเหสี) และคอนโซ (khonso) บุตรชาย ซึ่งรูปปั้นทั้งสามนี้จะมีนักบวชหญิงมาคอยสรงน้ำหอม ผัดเปลี่ยนเครื่องทรง และ เผาเครื่องหอมถวายทุกวัน โดยก่อนที่จะทำพิธีกรรมเหล่านี้นักบวชหญิงจะต้องชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์เสียก่อน ที่วิหารนี้จึงมีสระน้ำขุด (man-made lake) ที่เรียกกันว่า sacred lake ขุดในสมัยพระเจ้า Amenophis III ไว้ให้นักบวชหญิงเหล่านี้อาบก่อนทำพิธีกรรมใดๆก็ตาม ซึ่งวันหนึ่งๆ นักบวชหญิงเหล่านี้จะต้องอาบน้ำกันถึงสี่รอบด้วยกันทีเดียว |
![]() |
นลึกเข้าไปจะเจอโถงกว้างที่เรียกว่า Hypostyle Hall ที่เริ่มสร้างโดยพระเจ้า Seti I และสร้างเสร็จในรัชกาลของรามซิสที่สองผู้เป็นบุตรชาย ซึ่งHypostyle Hall ของที่นี่คงสภาพสมบูรณ์เกือบที่สุด มีเสาถึง 134 เสาและเป็นตัวอย่างความรุ่งเรืองสูงสุดของสถาปัตยกรรมอิยิปต์ โดยเสาสูงเหล่านี้มียอดเป็นรูป Open หรือ close papyrus (ประมาณบัวตูมหรือบัวบาน) ที่ชาญฉลาดคือความสูงของเสาจะลดหลั่นเล็กน้อยทำให้แสงสว่างลอดเข้ามาได้เป็นชั้นๆ หลังคาบางส่วนยังหลงเหลืออยู่ สีสันยังสดใส จะเห็นว่ามีการสลักพระนามฟาโรห์หรือคารทุช ต่อมาเป็นห้องโถง ซึ่งโถงนี้มีความสำคัญคือเป็นที่ให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาถวายของเผาเครื่องหอมสักการะบูชาเทพเจ้า คนธรรมดาจะเข้ามาสุดได้แค่โถงนี้ ส่วนห้องลึกกว่านั้น เฉพาะนักบวชเท่านั้นที่จะเข้าไปได้ ดังนั้นเมื่อนั่งประกอบพิธีที่โคนเสานี้แล้ว ของถวายต่างๆที่วางไว้นักบวชจะเป็นผู้ลำเลียงไปด้านใน อย่างไรก็ตาม มีบางส่วนของโถงซึ่งเริ่มชำรุดทรุดโทรม เราถึงเห็นมีทีมงานเข้ามาทำการบูรณะกัน |
![]() |
ออกจากโถงมาก็จะเห็นสร้างปรักหังพังของวิหารบางส่วนและ Obilisk การสร้างโอบิลิกส์มีจุดประสงค์หลายอย่าง นอกจากจะบูชาเทพอมุนราแล้ว ยังสามารถใช้เป็นนาฬิกาแดด และเนื่องจากนิยมเคลือบยอดด้วยทองคำและทองแดง โอบิลิกส์จึงทำหน้าที่เป็นทั้งสายล่อฟ้า และจุดสังเกตบอกทางมาวิหารแก่นักเดินทางไปในตัว การสร้างโอบิลิกส์นั้นเป็นงานใหญ่ใช่เล่นโดยจะต้องเลือกหินจากภูเขาที่ใหญ่พอ และทั้งก้อนไม่มีรอยแตก หินก้อนใหญ่มโหฬารและสภาพดีก็ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ แต่ละก้อนหนักเป็นร้อยๆตัน แล้วจึงค่อยๆใช้เข็ม ค้อน ทั่ง สกัดแกรนิตยักษ์ที่แข็งแกร่งเหล่านี้จนเป็นกรอบ จากนั้นเจาะรูข้างๆ แล้วเทน้ำลงเพื่อให้หินขยายตัวแล้วเปราะแตกตามที่วาดไว้ แล้วจึงใช้คนค่อยๆแซะด้านบนและสองข้างจนเป็นชิ้น จากนั้นก็ต้องรอหน้าน้ำท่วมเพื่อใช้น้ำจากแม่น้ำไนล์ล่องเรือมาจากอัสวานแหล่งหินที่อยู่ทางทิศใต้ลงมาถึงลักซอร์อีกทีที่คารนัคนั้นเคยมีโอบิลิกส์อยู่ถึงหกอันแต่ปัจจุบันเหลือตั้งอยู่เพียงสองคืออันที่ฮัทเชปชัตสร้างถวายทุตโมสที่หนึ่งราชบิดาของเธอและของฮัทเชปชัต โดยที่สีไม่เสมอกันนั้นเป็นเพราะทุตโมสที่สาม ลูกเลี้ยงของเธอนั้นพยายามที่จะทำลายทุกสิ่งที่เธอสร้าง อย่างไรก็ดีโอบิลิกส์นั้นสร้างขึ้นเพื่อถวายเทพอมุนราทุตโมสจึงไม่กล้าทำลายเกรงเทพเจ้าพิโรธจึงเกณฑ์คนมาทำกำแพงล้อมรอยจารึกต่างๆไว้ไม่ให้เห็น จึงกลับกลายเป็นว่าโอบิลิกส์ของฮัทเชปชัตได้รับการปกป้องจากแดดลมฝนเป็นอย่างดีจนเหลือไว้ประกาศพระนามและความยิ่งใหญ่ของเธอให้อนุชนรุ่นหลังได้รู้กัน ส่วนยอดโอบิลิกส์ที่เห็นที่พื้นนั้นเป็นยอดของโอบิลิกส์อีกอันที่หักโค่นลงเนื่องจากแผ่นดินไหว |
![]() |
จบจากคารนัคที่น่าทึ่งไกด์ก็พาไปขับรถผ่าน Luxor temple เธอบอกว่า เหมือนๆกันกับคารนัคแหละจ่ะ แต่เล็กกว่า ไม่ต้องเข้าหรอก อ่าว ซะงั้น วิหารแห่งลักซอร์นั้นสร้างถวายแด่เทพมุต (Mut) มเหสีของเทพอมุนรา เวลามีพิธีกรรม มีงานเฉลิมฉลองที่เรียกว่า Opet Festival ในยุค New Kingdom จะมีขบวนแห่จากวิหารคารนัคไปวิหารลักซอร์ ซึ่งการเดินทางทั้งหมดกินเวลาถึงยี่สิบสี่วันด้วยกัน นอกจากการเดินทางตาม Sphinx Avenue แล้ว แต่ก่อนที่แม่น้ำไนล์ยังท่วมขึ้นมาถึงปากทางเข้าวิหารทั้งสองก็สามารถเดินทางระหว่างวิหารทั้งสองทางน้ำได้อีกทางหนึ่งด้วย วิหารลักซอร์นี้สร้างขึ้นโดยฮัทเชปชัตและถูกปรับปรุงโดยทุตโมสที่สาม ส่วนโถงกลางนั้นสร้างโดย Amenhotep III และถูกต่อเติมอึกภายหลังโดยรามซิสที่สอง Rameses II ยังได้สร้าง obelisk ไว้ถึงสองอัน หนึ่งใน obelisk หน้า Luxor temple นั้น ประเทศฝรั่งเศสนำไปไว้ที่ Place de la concorde ปารีสเป็นที่เรียบร้อย ส่วนที่เห็นเป็นสุเหร่านี่เพราะว่าสร้างขึ้นก่อนจะขุดพบ Luxor temple (สุเหร่าอยู่ระดับสูงกว่า) พอเวลาผ่านไป สุเหร่าเองก็กลายเป็นโบราณสถาน แถมเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งคู่รื้อไม่ได้ ก็เลยต้องปล่อยให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติแบบนีจากนั้นเราก็ไปชม Ramesseum วิหารที่เป็น funerary temple ของพระเจ้ารามซิสที่สอง เข้าไปถึงก็เจอรูปปั้นตั้งตระหง่านเรียงราย ศีรษะของรูปปั้นที่ล้มอยู่นั้นเป็นชิ้นส่วนของรูปปั้นที่เคยสูงถึงสิบแปดเมตร |
![]() |
และสุดท้ายที่ไกด์พาไปคือ Colossi of Memnon ที่นี่เป็นที่ตั้งของรูปปั้นหินขนาดยักษ์ของฟาโรห์ Amenhotep III รูปปั้นที่ขาซ้ายและขวาของท่านเป็นรูปปั้นของมเหสี Tiy และพระมารดา Mytemwiya ที่ได้ชื่อว่า Colossi of Memnon นั้นมาจากการที่เมื่อครั้งที่แผ่นดินไหว โครงสร้างหินถูกกระทบกระเทือนทำให้เมื่อลมผ่านแล้วมีเสียงเหมือนเสียงร้องไห้คร่ำครวญยามก่อนรุ่งสาง ผู้คนจากตะวันตกที่เข้ามาอยู่ในสมัยนั้นจึงนึกถึงตำนานกษัตริย์เมมนอนในตำนานกรีก (ที่ถูก Achilles ฆ่า) และจินตนาการไปว่าเป็น Eos บิดาของเมมนอนที่ยังเสียใจอยู่ วันนี้จบลงอย่างรวดเร็ว ไกด์มาซูฮกว่าทำงานมานาน ไม่เคยเจอใครเก็บทุกอย่างได้ครบในวันครึ่งอย่างนี้เลย อย่างเก่งก็สามวัน โฮะๆๆๆ ไม่รู้จักพลังถึกของพวกเราซะแล้ว ร่ำลาไกด์เสร็จก็ไปเติมพลัง เราเลือกร้าน El Kababgy ที่โลนลี่แนะนำ ร้านอยู่ติดแม่น้ำไนล์ เราเลยได้ยลโฉมเรือใบล่องไนล์ที่จอดเรียงกันเป็นทิวแถว |
![]() |
ร้านที่โลนลี่แนะนำก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกเช่นเคย ร้านนี้จับใจน้ำตาไหลพราก
เราสั่ง Lamb kabab รสชาติเข้มข้น chicken swama ย่างมากำลังเกรียม
เนื้อลูกวัวอบหัวหอม แอบใจร้ายกินน้องกระต่ายราดซอสเขียว น้ำมะม่วงที่นี่เข้มข้นอร่อยมาก บรรยากาศติดแม่น้ำไนล์ผ่อนคลายไปอีกแบบเนื่องจากเวลาเหลือเฟือเลยมีกะใจมานั่งละเลียดจิบเบียร์ชมวิวกัน รสชาติห้าดาวราคาก็ห้าดาวด้วย งานนี้หมดตัวไปเกือบเจ็ดร้อยปอนด์อิยิปต์ แต่ก็ถือว่าแสนคุ้ม
|
![]() |
เสร็จแล้วพวกเราก็กลับไปนั่งเล่นนั่งย่อยหลบร้อนที่โรงแรมแล้วค่อยออกมาเดิน Luxor Museum ตอนบ่ายแก่ๆ เนื่องจากที่พิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายรูปเราก็เลยไม่มีรูปมาอวด จำได้ว่าที่เด่นๆคือมัมมี่ หนึ่งในสองที่มีในพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นมัมมี่ของรามซิสที่ถูกขโมยไปไว้ที่แคนาดา ถูกนำไปกองๆไว้อย่างไร้ชื่อไร้เกียรติ จนกระทั่งมีการพิสูจน์ว่าเป็นถึงฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและมีการติดต่อขอซื้อคืนมาในราคาสองล้านดอลลาร์ จบจากนั้นก็ไปดู Light and Sound ที่วิหารคารนัค งานนี้เค้าทำดีมากๆ ประทับใจกว่ากิซ่าโข แนะนำให้ไปอย่างแรง Light and Sound ของที่นี่เค้าจะมีให้เดินเข้าไปดูในวิหารเรื่อยๆ แบบกั้นเชือกแล้วปล่อยให้เดินทีละจุด แล้วบรรยายตาม เดินในวิหารกลางคืนนี่หลอนแล้วก็ขลังมากๆ เรื่องที่เล่าก็เรียบเรียงไว้ดี เค้าจะนำเราค่อยๆเดินลึกเข้าไปในวิหารเรื่อยๆ แล้วก็ฟังเรื่องราวของรูปปั้นต่างๆ ในที่สุดก็ไปจบลงที่ Sacred Lake ภาพฉายฉายไปที่ตัววิหาร สะท้อนลงน้ำ งดงามตระการตาวันนี้จบลงอย่างแช่มชื่น หมดแรงตะลอนก็เลยกินมื้อเย็นกันที่โรงแรมนั่นแล
จบลักซอร์แล้วพวกเราก็จะได้เดินทางลงใต้ผ่านเมืองต้นกำเนิดตำนานเทพเจ้าอย่าง Esna Edfu และ Kom Ombo ใครอยากล่องเรือในแม่น้ำไนล์ตามมาทางนี้เลยค่า
|
|
- 3535 reads