Exploring Egypt IV : Temple of Horus
วันนี้เราก็จะได้มุ่งลงใต้ไปชมอิยิปต์บนกันบ้าง อย่างที่เล่าไปแล้วว่าแม่น้ำไนล์ไหลจากทางใต้ ขึ้นเหนือ ทางใต้จึงถูกเรียกว่าอิยิปต์บน ในขณะที่ทางเหนือเรียกว่าอิยิปต์ล่าง กำเนิดของตำนานต่างๆก็เริ่มจากอิยิปต์บนไปสู่อิยิปต์ล่างเช่นกัน
เราเลยเดินทางย้อนศรเล็กน้อย วันนี้เราจะแวะเมือง Esna เมือง Edfu และเมือง Kom Ombo เพื่อชมวิหารเทพต่างๆกัน รายการจึงอัดแน่นไปด้วยสาระความรู้เกี่ยวกับเทพกรณัมอิยิปต์ เพื่อเป็นการปูพื้น เราก็จะเอาตำนานเวอร์ชั่นที่ไกด์เราเล่ามาให้ฟังพอสังเขป เรื่องก็มีอยู่ว่า เทพนุตและเทพเก็ปมีบุตรธิดารวมกันสี่คน คือเทพโอสิริส (Osiris) เทพีไอซิส (Isis) เทพเซ็ท (Set) และเทพีเนฟทิส (Nephthys) โอสิริสนั้นครองคู่กับไอซิส ส่วนเซ็ทกับเนฟทิส เรื่องราวร้าวฉานก็คงไม่เกิดถ้าเจ๊เนฟทิสจะไม่นอกใจเซ็ทไปล่อลวงโอสิริสจนต้องท้องเทพอนูบิสขึ้น เซ็ทพิโรธมากและก็อิจฉาโอสิริสซึ่งเป็นลูกคนโตและได้เป็นกษัตริย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงล่อหลอกโอสิริสในการประลองในงานเลี้ยงใหญ่ เซ็ทได้สร้างโลงศพไม้ แล้วท้าประลองว่า ผู้ใดที่สามารถทำลายและหนีออกมาจากโลงได้จะได้รับการประกาศว่าเป็นผู้ที่แข็งแรงที่สุด โอสิริสกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่รอช้า รับคำท้าทันใด เพียงแค่โอสิริสลงไปนอนอยู่ในโลงไม้ที่ทั้งหนาทั้งหนักนั้น ฝาโลงก็ถูกปิดลงกลอนจากด้านนอก และเซ็ทก็โยนโลงนั้นลงแม่น้ำไป โลงนั้นลอยไปเป็นเวลาถึงเก้าสิบวันจากเมืองอัสวานลงไปถึง Byblos หรือประเทศลิเบีย ไอซิสเสียใจมาก แปลงร่างเป็นมนุษย์ออกเดินทางตามหาสวามี เธอเสาะหามาจนถึงเมือง Byblos ซึ่งโลงของโอสิริสได้ถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของต้นซีดาร์และถูกตัดไปทำเสาในท้องพระโรงของกษัตริย์ไปเสียแล้ว ไอซิสจึงปลอมตัวเข้าสำนักไปรักษาเจ้าชายน้อยที่กำลังล้มเจ็บ กษัตริย์จึงอนุญาตให้เธอขออะไรก็ไดเป็นรางวัล เธอจึงทูลขอเสาต้นนั้น เมื่อได้โลงของโอสิริสกลับมาครอบครอง ไอซิส พยายามที่จะเอาพระศพของพระสวามีมาอิยิปต์มาฝังในมาตุภูมิคือเกาะ Philae ที่อัสวาน (เดี๋ยวเราก็จะได้ไป) เซ็ทได้ข่าวก็กริ้วมาก ตามมาจนพบและเอาพระศพของโอสิริสออกมาจากโลง ทึ้งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยถึงสิบสี่ชิ้นแล้วโปรยไปทั่วดินแดนอิยิปต์ ไอซิสร้องไห้หลั่งน้ำตาแทบเป็นสายเลือด เทพเจ้าสูงสุดเห็นเธอร้องไห้ก็สงสารเธอมากจึงมอบปีกแห่งนกเหยี่ยวให้เธอออกบินตามหาพระสวามีของเธอ ไอซิสจึงออกติดตามหาชิ้นส่วนของพระสวามีอีกครั้งอย่างไม่ย่อท้อ ในที่สุดเธอก็พบชิ้นส่วนสิบสามส่วนยกเว้นส่วนสุดท้ายคืออวัยวะเพศของโอสิริส เธอจึงทำรูปปั้นแทนส่วนนั้นด้วยทองคำนำไปประกอบกับชิ้นส่วนที่เหลือ และทำกระบวนการมัมมี่ (mummify) พระศพโดยความช่วยเหลือของอนูบิส จนโอสิริสพื้นคืนชีพ เมื่อโอสิริสพื้นขึ้นมาและพบว่าตัวเองไม่มีอวัยวะสำคัญอีกแล้วก็อับอายและเสียใจมากจึงเสียสละตนไปเป็นเทพเจ้าแห่งความตายและชีวิตหลังความตาย (God of the Dead and the Afterlife) ก่อนไปโอสิริสได้จุมพิตไอซิสชายาสุดที่รักอย่างดูดดื่ม และจากจูบนั้นไอซิสก็ตั้งท้องโฮรัสขึ้น เรื่องนี้จึงเล่ากำเนิดของอนูบิส วิธีการและประเพณีการทำมัมมี่ ที่มาของการที่อนูบิสเป็น God of mummification ที่มาว่าทำไมโอสิริสถึงไปเป็นเทพแห่งความตาย (God of underworld) และเป็นต้นเรื่องของการแก้แค้นของโฮรัส ที่กลับไปจัดการลุงเซ็ท และความรักของโฮรัสกับเทพี ฮาเธอร์ เทพีวัวจากคราวที่แล้ว ทั้งหมดนี้จะสานต่อกันได้ดีเพราะเราจะไปชมวิหารที่เล่าเรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมดเพราะแถบทางใต้นี้เป็นถิ่นของเทพเหล่านี้เลยเชียวล่ะ
เราเลยเดินทางย้อนศรเล็กน้อย วันนี้เราจะแวะเมือง Esna เมือง Edfu และเมือง Kom Ombo เพื่อชมวิหารเทพต่างๆกัน รายการจึงอัดแน่นไปด้วยสาระความรู้เกี่ยวกับเทพกรณัมอิยิปต์ เพื่อเป็นการปูพื้น เราก็จะเอาตำนานเวอร์ชั่นที่ไกด์เราเล่ามาให้ฟังพอสังเขป เรื่องก็มีอยู่ว่า เทพนุตและเทพเก็ปมีบุตรธิดารวมกันสี่คน คือเทพโอสิริส (Osiris) เทพีไอซิส (Isis) เทพเซ็ท (Set) และเทพีเนฟทิส (Nephthys) โอสิริสนั้นครองคู่กับไอซิส ส่วนเซ็ทกับเนฟทิส เรื่องราวร้าวฉานก็คงไม่เกิดถ้าเจ๊เนฟทิสจะไม่นอกใจเซ็ทไปล่อลวงโอสิริสจนต้องท้องเทพอนูบิสขึ้น เซ็ทพิโรธมากและก็อิจฉาโอสิริสซึ่งเป็นลูกคนโตและได้เป็นกษัตริย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงล่อหลอกโอสิริสในการประลองในงานเลี้ยงใหญ่ เซ็ทได้สร้างโลงศพไม้ แล้วท้าประลองว่า ผู้ใดที่สามารถทำลายและหนีออกมาจากโลงได้จะได้รับการประกาศว่าเป็นผู้ที่แข็งแรงที่สุด โอสิริสกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่รอช้า รับคำท้าทันใด เพียงแค่โอสิริสลงไปนอนอยู่ในโลงไม้ที่ทั้งหนาทั้งหนักนั้น ฝาโลงก็ถูกปิดลงกลอนจากด้านนอก และเซ็ทก็โยนโลงนั้นลงแม่น้ำไป โลงนั้นลอยไปเป็นเวลาถึงเก้าสิบวันจากเมืองอัสวานลงไปถึง Byblos หรือประเทศลิเบีย ไอซิสเสียใจมาก แปลงร่างเป็นมนุษย์ออกเดินทางตามหาสวามี เธอเสาะหามาจนถึงเมือง Byblos ซึ่งโลงของโอสิริสได้ถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของต้นซีดาร์และถูกตัดไปทำเสาในท้องพระโรงของกษัตริย์ไปเสียแล้ว ไอซิสจึงปลอมตัวเข้าสำนักไปรักษาเจ้าชายน้อยที่กำลังล้มเจ็บ กษัตริย์จึงอนุญาตให้เธอขออะไรก็ไดเป็นรางวัล เธอจึงทูลขอเสาต้นนั้น เมื่อได้โลงของโอสิริสกลับมาครอบครอง ไอซิส พยายามที่จะเอาพระศพของพระสวามีมาอิยิปต์มาฝังในมาตุภูมิคือเกาะ Philae ที่อัสวาน (เดี๋ยวเราก็จะได้ไป) เซ็ทได้ข่าวก็กริ้วมาก ตามมาจนพบและเอาพระศพของโอสิริสออกมาจากโลง ทึ้งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยถึงสิบสี่ชิ้นแล้วโปรยไปทั่วดินแดนอิยิปต์ ไอซิสร้องไห้หลั่งน้ำตาแทบเป็นสายเลือด เทพเจ้าสูงสุดเห็นเธอร้องไห้ก็สงสารเธอมากจึงมอบปีกแห่งนกเหยี่ยวให้เธอออกบินตามหาพระสวามีของเธอ ไอซิสจึงออกติดตามหาชิ้นส่วนของพระสวามีอีกครั้งอย่างไม่ย่อท้อ ในที่สุดเธอก็พบชิ้นส่วนสิบสามส่วนยกเว้นส่วนสุดท้ายคืออวัยวะเพศของโอสิริส เธอจึงทำรูปปั้นแทนส่วนนั้นด้วยทองคำนำไปประกอบกับชิ้นส่วนที่เหลือ และทำกระบวนการมัมมี่ (mummify) พระศพโดยความช่วยเหลือของอนูบิส จนโอสิริสพื้นคืนชีพ เมื่อโอสิริสพื้นขึ้นมาและพบว่าตัวเองไม่มีอวัยวะสำคัญอีกแล้วก็อับอายและเสียใจมากจึงเสียสละตนไปเป็นเทพเจ้าแห่งความตายและชีวิตหลังความตาย (God of the Dead and the Afterlife) ก่อนไปโอสิริสได้จุมพิตไอซิสชายาสุดที่รักอย่างดูดดื่ม และจากจูบนั้นไอซิสก็ตั้งท้องโฮรัสขึ้น เรื่องนี้จึงเล่ากำเนิดของอนูบิส วิธีการและประเพณีการทำมัมมี่ ที่มาของการที่อนูบิสเป็น God of mummification ที่มาว่าทำไมโอสิริสถึงไปเป็นเทพแห่งความตาย (God of underworld) และเป็นต้นเรื่องของการแก้แค้นของโฮรัส ที่กลับไปจัดการลุงเซ็ท และความรักของโฮรัสกับเทพี ฮาเธอร์ เทพีวัวจากคราวที่แล้ว ทั้งหมดนี้จะสานต่อกันได้ดีเพราะเราจะไปชมวิหารที่เล่าเรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมดเพราะแถบทางใต้นี้เป็นถิ่นของเทพเหล่านี้เลยเชียวล่ะ
![]() |
วันนี้เราออกเดินทางกันราวแปดโมงครึ่งโดยรถแวนปรับอากาศส่วนตัวพร้อมไกด์ชุดใหม่ คุณไกด์โผล่มาอย่างฮิปมีใส่แว่นกันแดดเปรี้ยวกับเสื้อไอเลิฟนิวยอร์กและเสว็ตเตอร์ขาโจ๋มารอที่ล็อบบี้
ตอนแรกคุณไกด์เห็นเรานั่งเมาท์กันเป็นภาษาต่างด้าวกันก็เลยนั่งเงียบฉี่ จนเราพยายามชวนแกคุยเป็นการ break the ice เท่านั้นแหละคุณไกด์ก็เครื่องติดฉลุยเลย คุณไกด์คนนี้ชื่อ Eslam และก็โชคดีที่เค้าภาษาอังกฤษดี (เมื่อเทียบกับคนก่อนๆ ลูกทัวร์ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าคนนี้เวิร์กสุด)
พอเค้าพล่ามเราก็เลยเก็บได้มาเต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างที่ว่า ว่าเราพยายามเริ่มชวนเค้าคุย เนิร์ดๆ อย่างเราก็ชวนคุยสัพเพเหระไม่ค่อยเป็นแหละก็เลยชวนคุยว่า อิยิปต์เท่ห์จริงๆนะคะเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้าก็มากมายสนุกสนาน เนี่ยถ้าไกด์ถนัดเวลาเล่าก็ช่วยสอดแทรก mythology มาเยอะๆนะค้าพวกหนูชอบ นั่นแหละมันคงไปจุดประกายคุณไกด์เค้าเพราะพูดจบปุ๊บเค้าก็เริ่มมหากาพย์ตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลกขึ้นมาทันทีอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เล่าไม่หยุดฉุดไม่อยู่เลยทีเดียว
ไกด์เริ่มที่ว่าก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าศาสนามีเพื่ออะไรเนี้ยยยย ทั้งปรัชญาทั้งวิชาการมาแต่ไกลอีกแน่ะ กษัตริย์เนี่ยปกครองทั้งศาสนจักรและอาณาจักร ศาสนจักรก็ใช้ความเชื่อเหนี่ยวนำให้คนศรัทธา การจะคุมทั้งคนและทั้งศาสนจักรเนี่ย กษัตริย์ก็ต้องบูชาเทพเจ้าและขณะเดียวกันก็ต้องทำให้คนรู้สึกว่ากษัตริย์มาจากเทพเจ้า ได้รับการรับรองเชิดชูโดยเทพเจ้าคนจะได้ยำเกรงเคารพนับถือกษัตริย์และทำให้กษัตริย์ดำรงตนเหนือกว่าและควบคุมศาสนจักรอยู่ได้ โอ้ววว เอากะเฮียสิ
เล่ากันชุ่มปอดรถก็มาจอดลงเมือง Esna (เอสนา) เมืองนี้เป็นเมืองเล้กเล็กแบบที่ปกติคนไม่มาแวะเที่ยวกันเพราะทั้งเมืองมีดีอยู่ก็วิหารของเทพ Khnum (คนุม) อันนี้อันเดียวจริงๆแต่ด้วยเหตุว่าเราถึกและโลภเราก็เลยตามมาเก็บแบบว่าชั้นจะเอาให้ครบ
|
![]() |
วิหารของเทพ Khnum สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพคนุมซึ่งถือเป็นเทพผู้สร้าง (God of creation) เทพคนุมนั้นมีศีรษะเป็นแกะเช่นเดียวกับเทพอมุน แต่แตกต่างกันคือเขาท่านจะกางชี้ออกมาตรงๆ ไม่ขดม้วนเหมือนของเทพอมุน วิหารนี้สร้างโดยทุตโมสที่สาม และมีการต่อเติมภายหลังโดยจักรพรรดิโรมันอย่างอเล็กซานเดอร์และออกเทเวียนเมื่อคราเข้ายึดครองอิยิปต์ ที่น่าสังเกตก็คือเวลาโรมันเข้ามาที่อิยิปต์โรมันไม่ได้พยายามเปลี่ยนอิยิปต์เข้าเป็นโรมันแต่กลับเป็นการสอดแทรกตัวจักรพรรดิของโรมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อของอิยิปต์ ตอนนี้ตัววิหารอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นดินไปแล้วตอนเจอก็ต้องขุดลงไปกันลึกเชียวเราก็เลยต้องเดินลงบันไดไป
ลานหน้าวิหารนี้ยังมีซากปรักหักพังของโบสถ์แบบโรมันหลงเหลืออยู่ สังเกตได้จากตรา Coptic cross บนหินเหล่านี้
ที่ชำรุดทรุมโทรมเพราะไม่อาจต้านทานแรงของแผ่นดินไหวหนักถึง 11 Richter ในช่วง 27 BC ได้ วิหารนี้มี façade สูงถึงสิบสองเมตร เข้าไปถึงก็จะเจอ open court แล้วค่อยเป็นประตูทางเข้า
ไกด์เล่าว่า หน้าวิหารจะมีที่ปักธงเป็นการบอกสัญญาณให้ประชาชน อย่างถ้ามีธงปักอยู่แปลว่าเป็นเวลาที่คนทั่วไปเข้ามาสักการะบูชาเทพเจ้าในวิหารได้
ภายในมีเสาใหญ่อยู่ 24 ต้น เป็นตัวแทนของ 24 จังหวัดของอิยิปต์ในสมัยนั้น หัวเสาจะเป็นรูปดอกบัว (lotus) สัญลักษณ์ของอิยิปต์บน หรือรูปปาปิรุส (papyrus) สัญลักษณ์ของอิยิปต์ล่าง ลักษณะของหัวเสาที่นี่จะมีหลายหลากเพราะแต่งเติมในหลายรัชสมัย หลายเสาได้รับอิทธิพลของศิลปะแบบกรีกโรมันร่วมอยู่ด้วย สีที่เสายังเหลืออยู่เลย ช่างน่าทึ่ง คุณไกด์เล่าละเอียดมากแถมยังอ่านเฮียโรกลิฟฟิคออกด้วยเลยชี้แล้วเล่าได้ทุกภาพในโบสถ์ แบบว่าถามมา ชั้นอ่านให้ฟังได้เลย ไม่ต้องท่องมาเล่าเฉพาะภาพที่ฮิตๆ ดังๆ นอกจากนี้คุณไกด์ยังอินกับคุณค่าทางศิลปะมาก เฮียถือไม้ตะพดหัวงูคู่กายคอยชี้ชวนให้ดูถึงความละเอียดของนิ้วมือ ความแข็งแกร่งที่แสดงออกมาจากกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ อย่างกล้ามเนื้อขา รอยนูนที่หัวเข่าเป็นต้น ที่ช่างอุตส่าห์ตั้งใจสื่อด้วยความใส่ใจ รักไกด์คนนี้สุดใจขาดดิ้นเลย
ท้ายสุดก่อนออกยังอุตส่าห์ชี้ให้ดูกำแพงว่าเนี่ยที่ด่างๆคือระดับน้ำตอนแม่น้ำไนล์ท่วม โอ้ว ไอ้สีในวิหารนี่มันรอดมาได้ยังไงเนี่ย เอาซะเกือบจมมิดขนาดนั้น |
![]() |
คราวนี้มาชมวิหารเทพโฮรัสแห่งเมือง Edfu (เอ็ดฟู) กันบ้าง ที่นี่เป็นวิหารที่มีความสมบูรณ์เป็นอันดับสองรองจากวิหารคารนัคเลยทีเดียว วิหารนี้สร้างสมัย Ptolemy III ไปเสร็จเอาสมัย Ptolemy VI คือสร้างในช่วง 372 BC - 207 BC รวมใช้เวลาเกือบ 180 ปีด้วยกัน วิหารนี้จมอยู่ใต้ทรายทั้งหมดจนกระทั่งถูกขุดพบในปี 1866 โดย ชาวฝรั่งเศส
เดินลึกเข้ามาถึงหน้าประตูทางเข้าวิหารก็จะเจอกับรูปปั้นเทพโฮรัสในร่างเหยี่ยวหน้าตาถมึงทึงยืนอยู่ รูปสลักแกรนิตนี้หนักถึงเจ็ดสิบห้าตันเลยเชียว
ด้านในวิหารนั้นเป็นโถง Hypostyle อีกเช่นเคย ข้างหนึ่งมี 16 เสา อีกข้างมี 22 เสา เพราะหลังคาหนักกว่าประตูเป็นไม้ซีดาร์ ตัวรูปสลักนูนสูงแปะทองแดงและทองคำเนื่องจากประตูเดิมใหญ่มากตอนนี้เลยสร้างประตูเล็กๆคล้ายประตูแมวให้นักท่องเที่ยวเข้าชม
เมื่อแรกสร้างวิหารแห่งนี้มีไว้ประกอบพิธีกรรมบูชาเทพเจ้า แต่เวลาต่อมาได้ถูกปรับใช้ให้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย ควันไฟจากการหุงหาอาหารจึงขึ้นไปจับเป็นเขม่าดำ
คุณไกด์มีความเห็นรุนแรงมากกับการที่มีคนเสนอให้บูรณะ ไกด์กลับคิดว่าควรจะปล่อยให้เห็นเป็นสีดำอย่างนี้ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และถ้าเราไม่ได้เห็นเขม่าเราก็คงไม่รู้เลยว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยถูกใช้อยู่อาศัย เป็นไงคะ ความเห็นของท่านนักโบราณคดี
ห้องลึกเข้ามาเป็นห้องสำหรับประกอบพิธีกรรม ห้องนี้มี 32 เสา เสาแต่ละต้นไม่ได้เป็นชิ้นเดียวกันแต่เป็นหินชิ้นย่อยๆ ที่ถูกนำมาเรียงต่อกัน ขัดสลักล็อกไว้ที่ฐาน แต่ละก้อนก็หนักมาก เทคโนโลยีน่าทึ่งจริงๆ จากนั้นจึงให้ช่างแกะสลักบนเสาที่เสร็จแล้ว แตกต่างจากการทำหลังคาที่ช่างจะสลักและลงสีให้เสร็จก่อนที่จะยกขึ้นประกอบ |
![]() |
ไกด์พามาที่ห้องลึกสุดของวิหารที่เรียกว่า Hall of the Holy
ห้องนี้เป็นห้องศักดิ์สิทธิ์ เฉพาะฟาโรห์ พระราชินี และหัวหน้านักบวชเพียงสามคนเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้ามาได้ ห้องนี้ถูกสร้างอย่างดีให้เป็นห้องเก็บเสียง ถ้าคุยอะไรกันในห้องนี้ คนข้างนอกจะไม่มีทางฟังออกเลย เราลองแล้วรู้สึกว่าข้างนอกมันจะสะท้อนฟังดูก้องจับคำไม่ได้ คงเป็นห้องปรึกษาราชการลับยุคโบราณนั่นเอง ห้องนี้เป็นที่เก็บเรือศักดิ์สิทธิ์ (Sacred boat) ที่ภายในประดิษฐานรูปหล่อทองคำของเทพเจ้า ทุกปีนักบวชจะแบกเรือนี้ออกมาให้ผู้คนบูชาเพียงเวลาอันสั้น เชื่อกันว่าถ้าใครทำความดี จะได้เห็นรัศมีแสงทองสุกปลั่งของรูปหล่อทองภายใน ถ้าไม่เห็นก็ควรจะกลับไปทำความดีเพิ่มเติม อืม ออกมาแค่ห้านาที เป็นกุศโลบายให้คนทำดีที่น่าจะเวิร์คอยู่
ถัดออกมาเราก็เดินออกมาที่กำแพงด้านใน และแล้วเราก็มาพบกับ...ต้นกำเนิดของแอนิเมะ....
เอ้ย ไม่ใช่ ภาพสลักเรื่องราวของเทพโฮรัสตอนไปพิฆาตลุงเซ็ท
เรื่องมีอยู่ว่าโฮรัสโตมามีเทพีเซ็คเมตเทพแห่งสงครามเป็นคนสอนวิทยายุทธ์เองกะมือ พอโฮรัสเทิร์นโปรแล้ว เซ็คเมตก็พาออกตามล่าเซ็ทซึ่งเคยหลอกฆ่าโอสิริสผู้เป็นพ่อ ในตำนานเซ็ทแปลงร่างเป็นเทพฮิปโป งานนี้โฮรัสมีกองหนุนคือเทพโซเบ็คซึ่งเป็นเทพจระเข้มาช่วย แต่ละรูปฮิปโปก็ตัวใหญ่ขึ้นทีละนิดทีละนิดเหมือนอ่านการ์ตูน ตั้งแต่ฮิปโปตัวเล็กอย่างกับเต่าที่ถูกโฮรัสใช้แหลนจิ้ม แล้วมีโซเบ็คยืนให้กำลังใจอยู่ข้างหลัง ฮิปโปยังคงไม่ให้จับง่ายๆ รูปค่อมาเป็นฮิปโปตัวใหญ่ขึ้นนิดส์นึง แถมคงหนีเร็วเพราะต้องกางใบเรือแล่นฉิวตามล่า จนถึงที่โฮรัสเอาเชือกมัดได้ จบด้วยโฮรัสเผด็จศึกจัดการลุงฮิปโปสิ้นซาก ท่านแม่ไอซิสมาจับแขนโฮรัสเสมือนช่วยแทงด้วยอีกแรงเพราะชีแค้นมากที่มาฆ่าพระสวามี ในที่สุดฮิปโปตัวร้ายก็ถูกปราบสิ้นฤทธิ์ สาสมกับความใจร้ายที่ทำไว้กับพี่ชาย
จบตื่นเต้นกับฉากบู๊ก็กลับมาดูห้องข้างในอีกด้านกันต่อ คุณไกด์ปลาบปลื้มชี้รูปนี้ให้ดูเป็นพิเศษเพราะเป็นรูปที่แสดงถึงความสวยงามของความรักระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาว รูปนี้เป็นรูปโฮรัสกับฮาเธอร์กำลังโอบกอดกันอย่างซาบซึ้งไกด์ขา เนิร์ดแล้วยังโรแมนติกอีก หนูใจละลายนะค้า |
![]() |
จดจนหมดสมุดไปอีกเกือบเล่มก็ได้เวลาอาหารกลางวันเพื่อเป็นการประหยัดตังค์ เราก็ขอไกด์กินอาหารโลโค่นๆ ว่าแล้วก็เลยขอแวะข้างทางซื้อตามร้านแบบนี้แหละ ไกด์มีเหวอเล็กน้อย แบบ เฮ้ย พวกนี้มันเอาจริง ไม่กลัวท้องเสีย (ไกด์คนนี้ก็เตือนว่าท้องเสียไม่รับผิดชอบน้า) แหม แต่ทีตอนไกด์แนะนำให้กินน้ำจากแม่น้ำไนล์ล่ะทำท่าสยอง (น้ำจากไนล์ที่นี่เค้าอัดขวดขายกันด้วยนะ ไกด์ก็ดื่ม)
งานนี้ก็เลยได้ขนมปังยัดไส้ฟาลาเฟลที่ทอดขึ้นมาร้อนๆควันฉุยกับมันฝรั่งทอดกรอบมาแทะกัน ตบด้วยสปาเก็ตตี้แบบอิยิปต์ ราคาก็ถูกแสนถูกแบบ 10 – 20 ปอนด์อิยิปต์เองมั้ง โห ถ้าหากินอย่างนี้ได้ทุกวันคงไม่จนน้ำร้านข้างๆ ก็ถูกกว่าที่เจอๆ มาตามแหล่งท่องเที่ยวเป็นสิบเท่า กินกันจนพุงกาง |
![]() |
จบที่นี่แล้วโปรแกรมต่อไปคือไปที่ Sil sila ไปชมสุสานของ Horemheb งานนี้ไม่นึกไม่ฝันว่าจะต้องมาผจญภัยกันขนาดนี้ เริ่มจากขับรถวนหลงทางอยู่พักใหญ่ก่อนจะมารู้ทีหลังว่าเป็นเพราะถนนใหญ่ปิด คนขับรถจึงตัดสินใจไปทางลัดโดยการพาเราบุ่งเข้าดงไร่อ้อย ถนนแถบนั้นเป็นถนนลูกรังเลนเดียว ข้างหนึ่งเป็นคูน้ำอย่างลึก อีกข้างก็อย่างป่า มีลาลากรถสวนมาทีนี่ ไม่ใครก็ใครต้องลุยป่ากัน งานนี้สยดสยองมากๆ รถก็โขยกแทบคืนข้าวกลางวันออกมาทีเดียว คนขับจอดถามทางมาเรื่อยๆจนมาถึงแม่น้ำไนล์จนได้ แต่ชะอุ๊ย ท่าจอดเรือมันไม่ได้อยู่ตรงนี้อ่ะจ่ะ (แบบว่าเลยมาอย่างไกล) สรุปว่าไกด์โทรหาเรือใบ felucca มาเทียบตลิ่งรับกันเลย ท่าเท่อไม่ต้องมี เริ่ดจริงๆ |
![]() |
นั่งเรือข้ามไนล์ไปถึง Gebel Silsila เรือใบเราก็เปรี้ยว จอดตลิ่งแรนด้อมกลางทางทั้งอย่างนั้น ท่าเรือก็ไม่มี เราเลยได้ปีนป่ายขึ้นเขากันอย่างสมบุกสมบัน ที่นี่เป็นที่ตั้งของสุสานแห่ง Horemheb (โฮเรมเฮป)ข้างๆสุสานเป็นทรายเรียบลื่น หน้าตาเหมือนทะเลทรายตามในรูปมากกว่าที่อื่นๆที่ผ่านมา ไกด์เล่าว่าโฮเรมเฮปเป็นฟาโรห์ที่เก่งด้านการทูต มีวาจาคมคาย ช่วงนี้ชาวนูเบียแข็งข้อกับอิยิปต์ ท่านก็เสร็จมาไกล่เกลี่ยและเซ็นสัญาสงบศึกทำให้บ้านเมืองสงบลงได้ Sil sila (ซิล ซีลา) ที่ตั้งของสุสานของท่านนั้นเป็นแหล่งของหินทรายชั้นดี วิหารอื่นๆที่ก่อสร้างด้วยหินทรายก็มักจะมาขนหินทรายจากที่นี่ไป สุสานของโฮเรมเฮปเป็นสุสานเล็กๆ หินทรายทำหน้าที่คล้ายตู้เย็น ควบคุมอุณหภูมิภายในให้เหมาะสมกับการรักษาสภาพมัมมี่ ผนังของสุสานเป็นรูปเทพคนุมเทพีไอซิสและเทพรา เราจึงได้ฟังเรื่องราวว่าทำไมเทพคนุมจึงมีสมญานามว่าเทพผู้สร้าง ตำนานมีอยู่ว่ากำเนิดแห่งมนุษย์นั้นมีขั้นตอนคือเทพคนุมจะใช้ดินปั้นบนที่ปั้นหม้อ (moulder) ออกมาเป็นมนุษย์ เทพีไอซิสจะเป็นคนให้ปากและใส่วิญญาณให้แก่มนุษย์ที่เทพคนุมสร้าง ชื่อสำหรับมนุษย์จะถูกเขียนลงบนต้นไม้แห่งชีวิต อมุนราและโฮรัสจะเป็นคนเลือกชื่อให้มนุษย์คนนั้นอีกที |
![]() |
ชมสุสานแล้วเราต้องนั่งรอไกด์ติดต่อหาเรือกันอยู่พักใหญ่ไกดถึงหาเรือมาให้เรากลับได้ซักที คราวนี้เป็นมอเตอร์โบ๊ท เรากะว่าคงสบาย ไม่ขึ้นกับแดดน้ำลมฝนเหมือนเรือใบ แต่ที่ไหนได้ แล่นไปเกือบใกล้ฝั่งเครื่องก็กระตุกหงึกๆแล้วก็ดับกึก เอาล่ะสิจะทำไง คนขับเรือก็ไปกระตุกๆเครื่อง เจอว่าใบพัดกินสาหร่ายเข้าไปตรึม แซะไม่ออก ทีนี้ไกด์ก็เริ่มงุ่นงาน โทรมือถือให้วุ่น ลุงคนขับเรือไม่สนใจ ไปคุ้ยๆเหล็กแท่งๆอะไรไม่รู้ เอามายัดใส่มือไกด์ แล้วก็บอกให้ช่วยพาย งานนี้เราเลยได้เห็นท่าเด็กเนิร์ดพายเรือ แบบ เอิ่ม เอาพายแปะน้ำอย่างนี้มันจะไปมั้ยเพ่ ในที่สุดพี่ฝนรินทนดูไม่ไหว เลยสละกล้องกระบอกปืนให้พวกเราถือ แล้วไปพายแทนไกด์ ท่าทางคล่องกว่ากันเยอะ พายไปพายมาก็สังเกตว่า เราใกล้ฝั่งขึ้นนิดเดียว (นี่เรานั่งเรือจะข้ามฝั่ง) แต่น้ำพัดไหลลงตามน้ำไปค่อนข้างไกล
โอ๊ย ใครจะคิดเนี่ยว่าจะได้มาติดอยู่กลางแม่น้ำไนล์
ในที่สุดเราก็เข้าไปชนฝั่งที่มีแต่พงหญ้าสูงท่วมหัว ข้างใต้คงเป็นน้ำไม่ใช่ดิน ลงเดินไม่ได้อยู่ดี ลุงคนขับก็เอามือเกาะหญ้าดึงเรือขึ้นสวนกระแสน้ำได้ทีละนิด เรานี่คิดในใจแบบว่า เฮ้ย เอาจริงหรอเนี่ย ถ้าค่อยๆกระดืบอย่างนี้เมื่อไหร่จะถึง ไกด์เนิร์ดของเราถึงกับเอามือกุมหัว เมื่อท่าทางไม่เวิร์ค ลุงก็หันไปฟัดกับใบพัดใหม่ จนในที่สุด เรือช่วยเหลือก็มาถึง มาจอดเทียบแล้วเอาพวกเรากลับขึ้นฝั่ง เฮ้อ เหนื่อย หมดแรงข้าวต้ม |
![]() |
ไปถึง Kom Ombo (คอมออมโบ) พระอาทิตย์ก็จะเกือบจะลับฟ้า
วิหารนี้เป็นวิหารแรกที่มีการบูชาเทพถึงสององค์คือเทพโฮรัส (เทพเหยี่ยว) และเทพโซเบ็ค (เทพจระเข้) โดยแบ่งวิหารให้คนละครึ่งเป๊ะๆ ซ้ายของโฮรัส ขวาของโซเบค
วิหารนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้า Ptolemy VI (ปโตเลมีที่หก) และต่อเติมโดยกษัตริย์องค์อื่นๆที่สืบทอดราชวงศ์ Ptolemy
ถ้ามองที่ช่องประตูที่ลึกเข้าไปข้างในจะเห็นว่ามีการจงใจสร้างให้เล็กและแคบกว่าประตูหน้าๆทำให้มองแล้วเหมือนถูกดูดเข้าไป คล้ายๆเป็นการดึงดูดใจให้เดินเข้า
ไกด์ยังเล่าถึงเรื่องราวที่มาของการบูชาเทพโซเบคในถิ่นนี้ กล่าวคือราชบุตรในทุตโมสที่สามนั้นได้มาวิ่งเล่นแถวแม่น้ำไนล์ เด็กน้อยซะโงกตัวใกล้น้ำเกินไป จระเข้ในแม่น้ำจึงโผล่ขึ้นมางับ แล้วลากร่างเด็กน้อยจมดิ่งลงใต้แม่น้ำ ทุตโมสที่สามพิโรธมาก สั่งปิดทางเดินน้ำเหนือและใต้ของแม่น้ำไนล์บริเวณใกล้เคียง แล้วออกล่าจระเข้ทุกตัวในลำน้ำจนพบร่างเจ้าชายในท้องจระเข้ตัวหนึ่งจึงได้นำพระศพมาทำมัมมี่และนำจระเข้ตัวนั้นไปบูชายัญ จากนั้นมาจระเข้ได้รับการนับถือเป็นเทพเจ้าหลักในถิ่นนี้ เชื่อว่าการนับถือเทพจระเข้จะเป็นการป้องกันอันตราจากการถูกจระเข้ในแม่น้ำไนล์ทำร้าย อีกทั้งจระเข้ยังถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งและความสมบูรณ์พันธุ์ จากนั้นมานักบวชจะคอยมองหาจระเข้ที่มีลักษณะพิเศษซึ่งจระเข้เหล่านั้นจะถูกจับมาเลี้ยงไว้ในบริเวณวิหาร ผู้คนจะนำ offering (เครื่องสักการะ) มาโยนให้จระเข้ในหลุมนี้ก่อนจระเข้จะถูกนำไปบูชายัญ
ไกด์บอกว่าก่อนออกไปจะพาไปดูรูปที่ชอบที่สุด เห็นทีไรหัวใจเต้นตึกตักตึกตัก โห เฮียฟังดูอินจริงๆอ่ะ ปรากฏว่าเป็นรูปสิงโตรูปนี้ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงของฟาโรห์รามซิสผู้ยิ่งใหญ่ (ตัวโตๆที่เห็นแต่รองเท้าแตะ) เจ้าตัวนี้ได้ออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่ไปทุกที่ คุณไกด์เอามือลูบๆอย่างหลงไหลแล้วชี้ว่า เห็นมั้ยทั้งแผงคอทั้งเล็บยังคงสวยงามขนาดนี้หลังผ่านไปนับพันปี อ่ะน่ะคนมี passion ในเรื่องที่ทำ ชาบู ชาบู
กลับออกมาก็ดึกแล้วแสงสปอตไลท์สาดส่องวิหารเห็นเป็นสีมลังเมลืองดูแปลกตาจากขาเข้าให้เราเก็บเป็นภาพความทรงจำอันงดงามสุดท้ายของวันนี้
พรุ่งนี้เราจะพาไปชมวิหาร Abu Simbel และเขื่อนอัสวานกันต่อค่ะ ติดตามชมให้ได้นะคะ |
|
- 4323 reads