คราวนี้ทางทีมงานจะพาไปชิมร้านซูชิเด็ดๆ อีกหนึ่งร้านในกรุงเทพที่คุณไม่ควรพลาดคือร้าน Sushi Kanda ร้านนี้เป็นร้านที่ออกแนว Hidden Gems คือของดีหายากที่หลบซ่อนจากสายตาอยู่พอสมควร
Sushi Kanda
รสชาติ |
|
ที่ตั้ง: 88 Sukhumvit 31, Khlong Tan Nuea, Watthana, Bangkok 10110
Website : Sushi Kanda
|
|
คุณภาพวัตถุดิบ |
|
สุขอนามัย |
|
ความคุ้มค่าราคา |
|
สถานที่ |
|
นอกจากสถานที่จะแอบลึกลับโดยตั้งอยู่ชั้นสองของตึก No. 88 ในซอยทองหล่อ (ระหว่างซอยห้ากับซอยเก้า) ทางร้านเองก็ดูเหมือนจะไม่มีการโฆษณาอะไรมากมาย ไปถึงนี่ป้ายด้านหน้าของตัวตึกก็จะไม่มีชื้อร้านนี้อยู่ค่ะ เมื่อเดินขึ้นมาบนชั้นสองอันเป็นที่ที่ร้านตั้งอยู่ก็จะเจอป้ายไม้เรียบๆป้ายเดียวที่เขียนชื่อร้านเป็นภาษาญี่ปุ่น ป้ายภาษาไทยหรืออังกฤษอะไรก็ไม่มีทั้งนั้น เรียกได้ว่าอาศัยการแนะนำปากต่อปากและใช้ความเป็นญี่ปุ่นต้นตำรับแท้ๆ ของที่นี่ทำให้ลูกค้าต้องดั้นด้นเสาะหากันมาจนเจอ ร้านนี้เป็นร้านคุณภาพระดับพรีเมี่ยมโดยวัตถุดิบคุณภาพสูงจะถูกส่งตรงมาจากตลาด Tsukiji วันต่อวัน เรื่องความสดใหม่นั้นการันตี นอกจากนี้ก็ยังมักจะมีปลาและหอยแปลกๆ หายากมาให้ลองชิมผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปในแต่ละวัน เชฟของที่นี่จะมีเชฟชาวญี่ปุ่นอยู่สามท่านซึ่งเป็นมือปั้นหลักๆ และมีเชฟไทยคอยช่วยในการแล่ปลาการจัดจานและอื่นๆ ด้วยอีกสองสามท่าน ความที่บรรยากาศจะเป็นแบบญี่ปุ่นแท้ๆ สำหรับท่านที่อยากจะมาสัมผัสประสบการณ์การทานซูชิแบบญี่ปุ่นๆ ขอแนะนำให้โทรมาจองเป็นที่ sushi bar เพื่อจะได้ชมการแล่ปลาและการปั้นของเชฟอย่างใกล้ชิด
เกริ่นมาอย่างนี้หลายๆ ท่านก็คงพอเดาได้ว่าราคาของร้านนี้ก็น่าจะแพงประมาณหนึ่ง สำหรับซูชิถ้าสั่งเป็นคำก็จะราคาอยู่ประมาณตั้งแต่คำละร้อยกว่าบาทไปจนถึงหลักพันขึ้นอยู่กับชนิดของปลา บางครั้งก็จะมีปลาสดตามฤดูกาล หรือ หอยต่างๆ รวมไปถึงปูขน ซึ่งสนนราคาของหอยบางตัวก็จะอยู่ที่หลักพัน ปลาทั้งตัวก็จะอยู่ที่สองถึงสี่พันแล้วแต่ชนิด ส่วนปูขนตัวโตราคาราวเกือบห้าพันบาทแล้วแต่ขนาดที่มาในแต่ละวัน ที่น่าสนใจคือปลาหายากต่างๆ ของที่นี่ค่อนข้างจะแปลกจริง บางวันก็มีเป็นลูกปลาไหลตัวเล็กๆ ใสๆ บางวันมีสเปิร์มปลารสออกมันๆ มาให้ลองชิม แถมบางทีก็มีหอยสังข์หรือหอยเป๋าฮื้อตัวโตมาให้เลือกด้วย ใครที่ชอบลองของหน่อยที่นี่ก็มีปลาปักเป้าให้ลิ้มลอง โดยปลาจะแล่มาแล้วจากญี่ปุ่นโดยฝีมือเชฟที่ได้รับการ certified แล้วว่าแล่ได้อย่างปลอดภัย ถ้ามาถึงแล้วนั่งที่บาร์ก็สามารถถามไถ่ได้เลยค่ะว่าวันนี้มีปลาพิเศษตามฤดูกาลเป็นอะไรบ้าง เชฟก็จะเอาวัตถุดิบสุดยอดเหล่านั้นขึ้นมาให้ดูกันทีละอย่างเลย ส่วนตัวมาทานร้านนี้หลายรอบเลยเคยสั่งแบบที่เป็น a la carte มาลองอยู่หลายเมนูเหมือนกัน ที่ติดใจก็จะมี ปลาหน้าวัว (Kawahagi 280B) ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับตับปลาวางอยู่ด้านบนรสหอมมัน กุ้งลายเสือ (Kuruma ebi 600B) ที่มาตัวเป็นๆ ทำให้สดหวานอร่อยสุดๆ และสำหรับคนชอบทาน ไข่หอยเม่น ที่นี่ก็จะมีทั้งแบบธรรมดา (600B) และแบบพิเศษ (800B) ให้เลือกสรรกันค่ะ และที่ขาดไม่ได้ต้องแนะนำคือชุดสุดคุ้มที่มีเพียงบางวันคือชุดปลาทูน่า (Maguro set – 5 pieces 980B) ซึ่งจะมีทั้ง Otoro Chutoro Akami Negitoro และ Maguro Zuke ซึ่งด้วยคุณภาพวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมโดยเฉพาะส่วนท้องปลาทูน่าที่แทรกมันจนเป็นลายหินอ่อนนั้นทำให้ราคานี้เป็นราคาที่คุ้มค่าจริงๆ สำหรับวันที่เราไปรีวิวนี้ก็ได้สั่ง a la carte บางรายการมาลองชิมกัน เช่น ตับปลาอังโกะ (Ankimo 350B) หอมมันที่เข้ากันกับซอสพอนสึเปรี้ยวๆ เป็นอย่างดี หรือ หอยเป๋าฮื้อ สดเคี้ยวกรุบๆ (Awabi 580B) และปลาหมึกยักษ์ที่คุณเชฟยกโชว์ให้เห็นหนวดยาวเฟื้อยกันชัดๆ
ไหนๆ จะมาลองร้านนี้ทั้งทีส่วนตัวแนะนำให้เลือกเป็น Omakase ค่ะ ของที่นี่จะมีสามราคาคือ 3000, 5000 และ 7000 บาท ชุดสามพันจะเป็นปลาธรรมดาที่เหมือนกันตลอด ส่วนชุดห้าพันและเจ็ดพันจะเป็นปลาพิเศษในฤดูกาล วันนี้เราเลือกสั่งเป็น Tsuki Omakase (5000B) ซึ่งประกอบไปด้วย ซาชิมิ 4 ชิ้น ซูชิ 8 คำ ของปิ้งย่างอีกสองสามรายการ และโรลอีก 2 อันค่ะ (assorted sashimi, yakisakana or nisakana, hotate isobeyaki, tamagoyaki, assorted dishes, sushi 8 pieces, Bic Roll) เริ่มต้นเชฟก็จะวางใบไผ่เช็ดสะอาดให้ตรงหน้าเรา แล้วค่อยๆ บรรจงแล่ซาชิมิมาให้เราทาน มีทั้ง ปลาทู (Aji) ปลาตาเดียว (Hirame) และ ส่วนท้องของปลาทูน่า (Otoro) ซึ่งทุกอย่างสดอร่อยสุดๆ สร้างความประทับใจตั้งแต่เซ็ตแรกกันเลย ต่อมาก็เป็น Hotate isobeyaki หอยเชลล์หวานปรุงรสเครื่องเทศมาบนสาหร่ายกรอบๆ ตามมาด้วยแก้มปลาย่างหอมๆ รสชาติกลมกล่อม ถัดมานี่เป็นความเทพของร้านนี้ที่ปั้น ไข่หอยเม่น บนข้าวได้โดยไม่ต้องใช้สาหร่ายห่อและส่งให้บนมือเลยทีเดียว หอยเม่นหอมหวานไร้กลิ่นคาว ฟินกันสุดๆ กับคำนี้ ต่อกันด้วย กุ้งลายเสือย่าง (Grilled kuruma ebi) ทำมาได้สุกพอดีไม่แห้งเกินไป เนื้อยังฉ่ำๆ หวานอร่อย จากนั้นจึงเป็น ข้าวหน้าไข่ปลาแซลมอน ที่หมักมาเค็มอ่อนๆกำลังดี และแล้วก็ได้เวลาที่รอคอย คุณเชฟเริ่มเสิร์ฟซูชิรสเลิศมาทีละคำทีละคำ ซูชิที่นี่ปั้นมาแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ประณีตพิถีพิถันมาก ขนาดของคำจะค่อนข้างเล็กสำหรับมาตรฐานเมืองไทย แต่เป็นขนาดที่ใกล้เคียงกันที่เจอในร้านดีๆที่ญี่ปุ่น และเป็นขนาดที่ให้รสสัมผัสและให้สมดุลระหว่างปลากับข้าวได้อย่างสุดยอด มาคำแรกก็ทำเอาเราเคลิ้มกันด้วย Otoro คุณภาพเยี่ยมที่มีมันแทรกอยู่ กัดเข้าปากแล้วนุ่มละลายไปในพริบตา ต่อด้วย Chutoro ที่นุ่มมากๆ หลับตาทานนี่เทียบได้เกือบเท่า Otoro ของร้านอื่นๆบางร้านได้เลย ถัดมาเป็น Saba ที่ดองเปรี้ยวมากำลังพอดี ทานกับสาหร่ายคอมบุที่มาช่วยเสริมรสให้ลงตัวยิ่งขึ้น จากนั้นจึงเป็น กุ้งลายเสือต้ม รสหวานอร่อย ตามมาติดๆด้วย Aji หรือปลาทู ที่รสชาติเข้มข้นอยู่แล้วตามลักษณะของปลาตระกูลนี้ พอเจอกับขิงก็ยิ่งเสริมรสให้จัดจ้านขึ้นไปอีก ร้านนี้ปั้นซูชิมาให้ค่อนข้างเร็ว เวลาทานชุด Omakase สำหรับคุณผู้ชายอาจจะว่าสปีดกำลังพอดี แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่เคี้ยวช้าทานช้าหน่อยอาจจะรู้สึกเหมือนถูกเร่งไปนิด ระหว่างทางก็จะมีซุปมิโซร้อนๆมาให้ซดกันด้วย กลับมาที่ซูชิที่เชฟปั้นมารัวๆ ก็จะทั้ง Kanpachi เอย ปลากะพงแดง เอย หอยเชลล์ เอย จนมาปิดท้ายที่ Kohada บอกเลยว่าซูชิที่นี่ปลาสดสุดๆ ทุกคำ หอยเชลล์นี่หวานเจี๊ยบ ปิดท้ายชุดด้วยโรลชิ้นโตที่มี Negi toro, Uni & Ikura ที่โปะมาจนล้นแบบไม่มีหวงของ จริงๆ ในชุดมีไข่หวานอีกหนึ่งคำด้วยถึงแม้จะไม่มีในรูป เนื่องจากโคฮาดะรสชาติดีมาก เราเลยสั่งซ้ำ รอบนี้เชฟถักมาเป็นเปียสวยงามเลยทีเดียว และแน่นอนว่ารสชาติก็ยังอร่อยคงเส้นคงวา มาถึงจุดนี้อิ่มกันพอใช้แต่บางคนก็ยังไม่จุใจ เลยสั่ง Natto maki มาทานด้วย ถ้าใครที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของถั่วหมักแบบญี่ปุ่นที่กลิ่นรุนแรงจนเรียกอีกอย่างว่าถั่วเน่าก็คงจะสยองกันเล็กๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทานนัตโตะอยู่แล้วจะต้องรักเมนูนี้ของที่นี่เลยเพราะทำออกมาได้อร่อยจริงๆ คุยกับเชฟได้ยินว่าที่นี่มีต้นอ่อนของต้นหอมหรือ Menegi ด้วย อันนี้หาทานยากพอตัวเหมือนกัน ไม่ได้มีกันทุกร้าน เราจึงไม่รอช้าที่จะสั่งมาลองกัน อันนี้ก็เป็นอีกจานที่ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของผู้ทาน คือถ้าใครที่ชอบต้นหอมเป็นทุนเดิมก็จะประทับใจยิ่งขึ้นไปอีกเพราะมันหอมสดชื่น ส่วนตัวผู้เขียนเองที่ปกติไม่ค่อยทานต้นหอมก็ตัดใจทานซูชิคำที่เป็นต้นหอมทั้งคำอย่างเมนูนี้ไม่ลงจริงๆ เลยได้แต่เก็บคำบอกเล่าของเพื่อนๆ มาบอกต่ออีกที ปิดท้ายด้วยของหวานในชุดคือเต้าหู้ทีรามิสุที่ใช้เต้าหู้ญี่ปุ่นปั่นกับครีมแล้วโรยผงกาแฟผงโกโก้ด้านบน เต้าหู้นั้นนวลเนียนหอมอ่อนๆในตัว อร่อยจนเราทนไม่ได้ต้องขอสั่งเพิ่มอีกซึ่งทางร้านก็จัดเพิ่มพิเศษให้ได้ในราคาช้อนละ 50 บาท ปิดฉากประสบการณ์มื้ออาหารสุดประทับใจมื้อนี้ลงอย่างสวยงาม
โดยรวมแล้วร้านนี้เป็นร้านญี่ปุ่นที่ authentic มากๆ เรียกได้ว่ามาตรฐานเทียบเท่าร้านดีๆ ที่ญี่ปุ่น ส่วนตัววางอันดับไว้ให้เป็นหนึ่งในสามร้านที่ดีที่สุดที่เคยทานในกรุงเทพ สนนราคานั้นสูงตามคุณภาพแต่ถ้าคิดเสียว่าประหยัดค่าเครื่องบินที่จะต้องบินไปทานถึงญี่ปุ่นเพื่อที่จะได้ประสบการณ์การชิมเหมือนต้นตำรับและวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมแบบนี้ก็ถือว่ายังคุ้ม ความสดของปลานั้นสุดยอดจริงๆ และเชฟก็เป็นเชฟที่มากฝีมือผู้เคยเป็นเชฟในย่านกินซ่ามาแล้วก่อนจะมาแสดงฝีมือให้เราทานกันที่นี่ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ลูกค้าของที่นี่มีชาวญี่ปุ่นอยู่ก็มาก แถมเวลาโฆษณาลงเฟซบุ๊คหลายๆครั้งทางร้านก็พิมพ์เป็นภาษาญี่ปุ่นจนเราคิดว่ากลุ่มลูกค้าหลักน่าจะเป็นชาวญี่ปุ่นที่โหยหารสชาติและคุณภาพระดับที่คุ้นเคยยามอยู่บ้านเกิดเมืองนอน ร้านนี้จึงเป็นร้านซูชิอีกร้านที่เราแนะนำให้ทุกๆ ท่านไปลองได้อย่างเต็มปากเต็มคำ