Umenohana

เมื่อพูดถึงร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมี่ยม ชื่อหนึ่งที่หลายๆ คนคงนึกถึงคงจะหนีไม่พ้นร้าน Umenohana ซึ่งทางทีมงานได้รับเกียรติจากทางร้านให้มาลิ้มลองอาหารญี่ปุ่นสไตล์ไคเซกิและอีกหลากหลายเมนูสุดพิเศษของทางร้านในโอกาสนี้


Umenohana
รสชาติ ที่ตั้ง: Nihonmura Mall Thonglor 13, Bangkok Thailand
เบอร์ติดต่อ : 084-438-3892
Website : Umenohana
คุณภาพวัตถุดิบ
สุขอนามัย
ความคุ้มค่าราคา
สถานที่

ร้าน Umenohana ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของ Nihonmura Mall ในซอยทองหล่อ 13 การตกแต่งร้านนั้นถอดแบบมาจากต้นฉบับของร้านในญี่ปุ่น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าตั้งแต่ก้าวแรกที่เราได้ย่างเหยียบเข้าไปเราก็ได้สัมผัสกับกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นนับแต่การตกแต่งภายในที่เน้นการใช้ไม้ไปถึงวอลเปเปอร์และเสื่อที่ส่งมาจากญี่ปุ่นโดยตรง ที่น่าประทับใจคือต้นบ๊วยอันสวยงามจากคิวชูที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางร้าน ต้นบ๊วยนี้มีความพิเศษกับร้านหลายประการ กล่าวคือเป็นชื่อของผู้ก่อตั้งร้านคือคุณ Umeno อีกทั้งคุณ Umeno นั้นยังได้แรงบันดาลใจในการตั้งร้านอาหารร้านนี้จากคราที่ได้ไปอธิษฐานขอพรจากต้นบ๊วยประจำศาลเจ้าให้ประสบความสำเร็จหลังจากลองผิดลองถูกกับธุรกิจร้านอาหารจนล้มเหลวมาหลายครั้ง เขาให้ชื่อร้านที่เปิดใหม่ว่า Umenohana ซึ่งแปลว่าดอกบ๊วย ซึ่งต่อมาร้านก็ประสบความสำเร็จสามารถขยายกิจการจนมีมากกว่า 80 สาขาทั่วประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ ดอกบ๊วยเองก็ยังมีคุณค่าทางสัญลักษณ์กล่าวคือเมื่อผ่านหน้าหนาวอันโหดร้ายต้นบ๊วยจะเป็นต้นแรกที่ผลิดอกต้อนรับการหมุนเวียนมาใหม่ของฤดูใบไม้ผลิจึงเป็นสัญลักษณ์ของความอดทนยืนหยัดต่อสู้กับฤดูกาลที่ผันแปรอย่างสง่างามและพร้อมที่จะเติบโตต่อไปเมื่ออากาศอันอบอุ่นมาเยือนอีกครั้ง ฟังเรื่องราวแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าดอกบ๊วยที่เลือกมาเป็นชื่อร้านและยังเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ตกแต่งตั้งแต่ที่รองจานไปจนถึงภาชนะทุกอย่างนั้นช่างสวยงามและลึกซึ้งเหมาะกับปรัชญาของทางร้านและผู้ก่อตั้งเสียจริง

ร้าน Umenohana นั้นได้นำเสนออาหารในรูปแบบไคเซกิหรือการทานอาหารชั้นสูงแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่จะเสิร์ฟอาหารทีละจานเพื่อให้ผู้ทานได้ลิ้มรสอาหารที่ปรุงสดใหม่ในทุกคอร์ส โดยลำดับขั้นตอนและส่วนประกอบของทุกจานผ่านการคิดคำนวณไว้อย่างดีเพื่อให้รสชาตินั้นเสริมกันและกันไปเรื่อยๆ ดุจดั่งการร้อยเรียงอักษรจนเป็นเรื่องราวที่แสนประทับใจของผู้ได้ชิม ทางร้านจะมีชุดไคเซกิให้เลือกอยู่หลายชุดด้วยกัน แต่ละชุดจะเน้นวัตถุดิบหลักหลายชนิดแตกต่างกันไป ด้วยความที่ร้าน Umenohana นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับปู ชุดไคเซกิที่เราเลือกลิ้มลองจึงเป็น Irodori หรือ ชุดเทศกาลที่งดงาม (4500++ บาท) ที่เน้นปูขนเป็นวัตถุดิบหลัก เหมาะกับช่วงเทศกาล Kegani Festival หรือ เทศกาลปูขน ราชันย์ปูในฤดูหนาว ช่วงที่ทางร้านสั่งปูขนคุณภาพเยี่ยมจากฮอกไกโดมาให้เราได้ชิมถึงที่ จานแรกของชุดนี้คือ Mineoka Tofu topped with Fresh Uni ซึ่ง Mineoka Tofu นั้นเป็นของขึ้นชื่อของร้านที่เชี่ยวชาญด้านเต้าหู้เป็นพิเศษ และทางร้าน Umenohana ก็ไม่พลาดที่จะนำความพิเศษนี้มาให้เราได้ชิมกัน ถึงจะเรียกว่าเต้าหู้แต่ Mineoka Tofu นั้นทำจากนมและครีมสดทำให้นุ่มเนียนเป็นเอกลักษณ์ที่ใครได้ทานจะต้องติดใจ เมื่อทานกับไข่หอยเม่นที่มีกลิ่นทะเลและกับซอสรสอ่อนๆ ที่เคียงมาด้วยกันก็จะได้รสชาติที่สุดแสนจะลงตัว จานถัดมาเป็น Steamed Abalone with Kimo Miso หอยเป๋าฮื้อตัวโต และสาหร่ายวากาเมะ โดยมีเครื่องในของหอยเป๋าฮื้อทำหน้าที่เป็นซอสที่ชูรส เราอาจจะไม่คุ้นเคยกันนักกับเครื่องในสีเขียวๆ ที่มาจากตัวหอย แต่จานนี้บอกได้เลยว่าเครื่องในนี่แหละที่เป็นตัวสร้างความพิเศษและให้รสชาติที่โดดเด่นกับเนื้อหอยเป๋าฮื้อจานนี้ ถัดมาเราก็ได้ลองสัมผัสอันนุ่มนวลของ Steamed Egg Custard Kani Sauce ไข่ตุ๋นญี่ปุ่นราดซอสปู ที่กลิ่นหอมและรสหวานของเนื้อปูนั้นเสริมรสอ่อนละมุนของไข่ตุ๋นให้ลุ่มลึกขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ พระเอกของชุดนี้เห็นจะเป็นจาน ปูขน ที่ให้เลือกได้ว่าจะทานแบบเย็น (Kegani Su) นึ่ง (Kegani Seiro Mushi) หรือย่างถ่าน (Kegani Sumibi Yaki) ทางร้านแนะนำให้เราลองแบบย่างเพราะจะได้กลิ่นหอมเฉพาะตัวซึ่งเรานั้นก็ไม่ผิดหวัง ปูขนตัวใหญ่เนื้อแน่นนำขึ้นย่างแล้วกลิ่นหอมฟุ้ง เมื่อแกะชิมก็ได้เจอกับเนื้อหวานๆ ทางร้านย่างมาได้พอดีเนื้อจึงไม่แห้งจนเกินไป ทานปูขนมาหลายร้าน ส่วนตัวชอบของร้านนี้มากที่สุด เชื่อว่าเป็นฝีมือการคัดสรรวัตถุดิบของทางร้านที่ทำให้เราได้ชิมปูขนแสนอร่อยระดับพรีเมี่ยมจริงๆ โดยไม่ต้องบินไปไกลถึงญี่ปุ่น ต่อจากปูทางร้านก็นำ Sashimi ที่มีทั้ง Akami และ Hamachi ชิ้นหนาสดอร่อยมาเสิร์ฟ จานต่อไปคือ Kuroge Wagyu Yogan Yaki นั้นทางร้านจะนำเตาหินร้อนมาให้ย่างเอง โดยเริ่มจากการนำเนยกระเทียมลงไปจี่บนเตา แล้วค่อยๆวางเนื้อวากิวลายหินอ่อนลงไปย่าง เนื้อย่างที่แทรกมันนั้นเมื่อกัดก็แทบละลายในปาก คุณภาพเนื้อดีจริงสมกับที่เลือกสรรเนื้อวากิวจากวัวพันธุ์คุโรเกะส่งตรงมาจากเกาะคิวชู จากนั้นเราก็ได้ลอง Kani Chirashi Sushi ข้าวซูชิรสเปรี้ยวกำลังดีใส่มาในกล่องไม้สี่เหลี่ยมเล็กๆ น่ารัก เนื้อปูหวานๆ ทานกับไข่ปลาแซลมอนที่เค็มนิดๆ เข้ากันได้ดี แถมมีเห็ดหอมดอง ไข่หวานเส้น และใบโอบะ เพิ่มรสสัมผัสกรุบๆ และรสสดชื่นที่ช่วยตัดไม่ให้เลี่ยน เป็นอีกจานที่ดูง่ายๆ แต่ทำออกมาได้กลมกล่อมถูกใจ จากนั้นเพิ่มความอบอุ่นด้วย Kegani Miso Soup ร้อนๆ ที่ให้กลิ่นและรสมิโซะเข้มข้น แตกต่างจากซุปมิโซะที่เคยชิมที่อื่นๆ รสมิโซะซึมซาบเข้าไปในเนื้อปู ทำให้ปูขนในเมนูนี้มีรสเด่นชัด และชุดนี้จะมีของหวานประจำวัน ซึ่งวันนี้คือ Tonyu Pudding อีกด้วย แต่สำหรับเราเมนูยังไม่หมดแค่นี้ เราได้ลองชิมอีกเมนูเด็ดคือ ชาบูปู (Taraba Shabu) ปูตัวโตต้มจนสุกพอดี เนื้อแน่นและหวานมาก ทานกับผักหลากหลายชนิดและน้ำซุปรสกลมกล่อมอร่อยเกินคำบรรยาย เนื่องจากน้ำซุปรสชาติดีอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องมีซอส แต่ทางร้านก็จะมี ยุซุโคโช (Yuzu Kocho) ที่ทำจากเปลือกของส้มยูซุรสเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ ไว้ให้ทานคู่กัน พอทานปูเสร็จทางร้านจะเอาข้าวและไข่ทำเป็นข้าวต้มให้ทานปิดท้ายอีกด้วย และ อีกเมนูที่เป็นที่นิยมมากของร้านก็คือเมนู Otsukuri Moriawase (Hana) (3200 ++ บาท) เซ็ทนี้คนชอบปลาดิบจะต้องถูกใจกับวัตถุดิบชั้นยอดอย่าง Otoro ที่เนื้อแทรกมันนั้นนุ่มละลายในปาก Hotate ที่สดหวาน Uni ที่หอมมันมีกลิ่นทะเลเฉพาะตัว Botan Ebi หรือกุ้งหวานนี่ก็อร่อยจนต้องยกนิ้วให้ ไม่เจอกุ้งหวานอร่อยขนาดนี้มานาน แถมที่ประทับใจมากๆ คือความพิถีพิถันในการแล่ปลา อย่าง Madai ที่ให้มาชิ้นหนาเป็นพิเศษนั้น เชฟได้ทำรอยบากไว้เป็นทางเพื่อเพิ่มรสสัมผัสและพื้นที่ผิวในการดูดซับน้ำจิ้มตรงตามตำราการทำซูชิเปี๊ยบ จบมื้ออาหาร เราก็ซดชาเขียวร้อนล้างปากกันอีกสักตั้ง ชาของที่นี่ก็เป็นชาที่คัดสรรอย่างดีนำเข้าจากญี่ปุ่นอีกเช่นกัน ชาจึงเป็นชาที่มีกลิ่นหอมอบอวล ขมเล็กๆ กำลังพอดี การชงชานั้นก็ทำอย่างพิถีพิถัน และจะมีการเปลี่ยนชาให้ใหม่เรื่อยๆ เพราะชาพิเศษนี้ใช้ได้แค่ประมาณสองน้ำเท่านั้น ถ้าใบชาบานเกินไปทางร้านก็จะชงให้ใหม่ทันที

เมื่อลองทานครบทุกเมนูแล้ว บอกได้เลยว่า แม้ราคาของทางร้านจะค่อนข้างสูง แต่ปริมาณและคุณภาพที่ได้นั้นคับแก้ว คุ้มค่าคุ้มราคาแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยม ปริมาณที่ให้ในแต่ละจานก็ให้เต็มที่ อย่างปูก็ตัวโต ข้าวหน้าปูก็โปะเนื้อปูมาจนแน่นพร้อมด้วยไข่ปลาแซลมอนที่ให้แบบไม่มีหวง การปรุงการจัดวางก็สุดจะพิถีพิถัน รวมไปถึงการบริการที่มืออาชีพสุดๆ จนคุณจะต้องประทับใจ เรื่องราคาที่สูงนั้นส่วนตัวรู้สึกว่าถ้าปรับขนาดของชุดต่างๆ ให้เล็กลงมาอีกนิดและลดราคาลงอีกหน่อยน่าจะพอดีเพราะทานเป็นชุดนั้นจะอิ่มมากเหมือนว่าจากปริมาณแล้วสองชุดทานสักสามคนจะพอเหมาะกว่าและราคาที่ลดลงก็น่าจะจูงใจลูกค้าได้มากขึ้นพอควรเลยทีเดียว นอกจากเรื่องราคาแล้วร้านนี้หาที่ติได้ยากจริงๆ ดังนั้นร้านนี้จึงเป็นร้านที่ทางเราแนะนำได้อย่างไม่มีข้อกังขา ด้านสถานที่ทางร้านมีห้องส่วนตัวหลายห้องเหมาะสำหรับการเจรจาทางธุรกิจที่ลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง จะพาครอบครัวหรือเพื่อนพ้องมาสังสรรค์ทางร้านก็สามารถเลื่อนแผ่นกั้นระหว่างห้องขยายรองรับได้ตามความต้องการโดยสามารถรับได้สูงสุดถึง 24 ท่านด้วยกัน แถมตอนนี้ทางร้านเองก็มีโปรโมชั่นสุดพิเศษ คือ เมื่อทานครบ 10,000 บาท รับฟรี Umenohana Moriawase (signature เต้าหู้) มูลค่า 1,650 บาท และพิเศษสุดสำหรับวันครบรอบเปิดร้านครบหนึ่งปีในวันที่ 26 กันยายน รับฟรี Umenohana Moriawase (signature เต้าหู้) มูลค่า 1,650 บาท เพียงแค่โทรมาจองทานอาหารที่ร้านอุเมะโนะฮานะ ใครที่ชอบอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมด้วยคุณภาพระดับพรีเมี่ยมอย่ารอช้า สามารถโทรจองได้ที่ 084-438-3892 นะคะ



Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview
Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview
Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview
Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview
Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview Umenohana Preview