Exploring Egypt I : The Pyramids

ทริปนี้เป็นทริปวันหยุดช่วงฤดูใบไม้ผลิ (Spring break) ของพวกเรา เคราะห์ดีที่วันหยุดของเพื่อนๆ ทั้งที่อเมริกา อังกฤษ และเมืองไทยมาตรงกันได้อย่างเหมาะเจาะ พวกเราจึงไม่รอช้าวางแผนมุ่งหน้าสู่อิยิปต์กันทันใด

งานนี้ยกความดีความชอบให้พี่อั๋นหัวหน้าแก๊งค์ ที่วางแผนจัดทริป พาอีกเจ็ดชีวิต ไปบุกแดนมัมมี่กัน ด้วยความไฟแรงของคนจัดทริป เราเลยไม่ได้ซื้อเป็นแพคเก็จทัวร์ที่เค้าจัดไว้ แต่เปิดหนังสือ เปิดอินเตอร์เน็ต ค้นคว้าว่าที่ไหนน่าไป ทำให้สามารถจัดโปรแกรมตามใจฉันกันได้อย่างแน่นเอี๊ยด เทคนิคนี้เวิร์คมากๆ ใครอยากไปบ้างแนะนำให้ลองวางแผนกันเองดูค่า สนุกถูกใจทั้งตอนวางแผนและตอนเที่ยวแน่นอน
ไคโร, Mosque,CAIRO, NILE RIVER, PYRAMID OF DASHUR วันแรกของพวกเราก็ออกจะยุ่งวุ่นวายกันสักหน่อยเพราะบินกันมาจากทั่วสามทวีป ทีมฝั่งอเมริกาได้เปรียบได้มานอนเอาแรงและได้ยลโฉมเมืองไคโรใต้ ม่านหมอกยามเช้า ขณะที่ฝั่งอังกฤษและไทย เครื่องลงปุ๊บก็ต้องออกตะลุยปั๊บ งานนี้มีไกด์พร้อมรถตู้ส่วนตัวมารับพวกเราที่โรงแรม คุณไกด์ท่าทางขาโจ๋วัยสะรุ่นถูกใจพวกเรามาก ถึงจะรัวตัว ”R” โหดไปหน่อยตามสไตล์อาหรับแต่ก็ฟังไม่ยากเกินไป ระหว่างทางพี่ไกด์ก็เล่านู่นเล่านี่ไม่หยุดหย่อน ไกด์เริ่มตั้งแต่โชว์พาวโดยการพ่นตัวเลขออกมาเป็นชุดๆ กล่าวคือประชากรอิยิปต์มี 80 ล้านคน เมืองหลวงอย่างไคโรมีประชากรเกิน 12 ล้านไปแล้ว เป็นเมืองที่หนาแน่นมากๆ รถในไคโรมีถึง 2 ล้านคัน จึงไม่แปลกเลยที่การจราจรจะติดขัดอย่างที่เห็น ส่วนด้านศาสนานั้น 90% ของประชากรเป็นมุสลิม อีก 10% เป็นคริสเตียน ในประเทศอิยิปต์ มี Mosque หรือสุเหร่าอยู่ถึงหนึ่งแสนแห่ง ในไคโรที่เดียวก็หมื่นเจ็ดเข้าไปแล้ว คงคล้ายๆ กับบ้านเราที่มีวัดอยู่มากมาย อย่างที่ทราบกันดีประเทศอิยิปต์มีแม่น้ำไนล์ซึ่งมีความยาวถึง 6,725 ก.ม. เป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยง เนื่องด้วยแม่น้ำไนล์ไหลจากทางใต้ ขึ้นเหนือไปลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางใต้จึงถูกเรียกว่าอิยิปต์บน หรือ Upper Egypt ในขณะที่ทางเหนือเรียกว่าอิยิปต์ล่างหรือ Lower Egypt เริ่มออกนอกเมืองสองข้างทางก็เริ่มเป็นทุ่งหญ้า มีต้นอินทผลัมเรียงราย มีลามีม้าเดินผ่านไปมา บรรทุกของบ้างบรรทุกคนบ้าง ให้บรรยากาศวิถีชีวิตของชาวเมืองในชนบทเป็นอย่างดี

Dashur Bent Pyramid Red Pyramid สต็อปแรก เรามุ่งหน้าไปที่ Dashur ไปชม Bent Pyramid และ Red Pyramid อันเลื่องชื่อ Bent Pyramid สร้างขึ้นในสมัยฟาโรห์ Snofru (สนอฟรู) ในช่วงราว 2500 ปีก่อนคริสตกาล เนื่องจากเป็นพิรามิดแห่งแรกที่สร้าง การออกแบบอาจไม่สมบูรณ์อยู่บ้าง จึงเห็นการเปลี่ยนแปลงกลางคันคือ ส่วนฐานที่สร้างไปได้ครึ่งหนึ่ง คงเห็นว่าถ้าสร้างต่อด้วยมุม 50 องศาคงสูงลิบ จึงแก้เป็น 25 องศา ทำให้พิรามิดที่ออกมาดูโค้ง ฟาโรห์สนอฟรูไม่พอพระทัยจึงให้สร้างพิรามิดใหม่อีกอันคือ Red pyramid เพื่อใช้บรรจุมัมมี่ของพระองค์ ไกด์แนะนำให้พวกเราเข้าชมด้านในของ Red pyramid นี้เพราะเข้าฟรี ที่กิซ่าจุดหมายหลักของวันนี้ที่เราจะมุ่งหน้าต่อไปนั้นเค้าเปิดให้เข้าข้างในได้เหมือนกันแต่คิวยาวและ ต้องเสียเงิน ไกด์บอกว่าข้างในพิรามิดก็เหมือนๆ กันทั้งนั้นแหละ เข้าของฟรีไปเถอะ (คุณไกด์ช่างคิดจริงๆ ไม่รู้อยากช่วยเราประหยัดหรือขี้เกียจ ต่อคิวกันแน่ อิอิ) ในพิรามิดนี้ มี burial chamber หรือห้องเก็บพระศพขององค์ฟาโรห์อยู่สูงขึ้นไปถึง 100 เมตร อันนี้เรามีโอกาสได้เข้าไปดูข้างในด้วย บันไดปีนลงชันและยาวมาก กว่าจะไปถึงนี่เล่นเอาขาสั่นกันเลยทีเดียว ห้องต่างๆ มีเพดานเป็นแบบ vaulted ceiling เดิมมีบันไดเวียนขึ้นไปสู่ burial chamber (ตอนนี้มีทำนั่งร้าน ทำบันไดไว้ให้เดิน) burial chamber เป็นห้องแคบๆ เข้าไปแล้วบรรยากาศอับๆ เย็นๆ หลอนใช้ได้ทีเดียวเมื่อนึกถึงว่าเคย มีมัมมี่และสมบัติล้ำค่ามากมายถูกฝังปิดตายอยู่ในนี้นับพันปี บรึ๋ยยยส์

Memphis พิพิธภัณฑ์ Ramses sphinx Hatshepsut ต่อจาก Dashur เราก็แวะไปเมือง Memphis (เมมฟิส) เมืองหลวงของอาณาจักรอิยิปต์ยุค เก่าตั้งแต่ราว 2800 ปีก่อนคริสตกาล จุดท่องเที่ยวที่นิยมของเมืองเมมฟิสก็คือการมาชมพิพิธภัณฑ์ของฟาโรห์ Ramses II (รามซิสที่สอง) มาเที่ยวอิยิปต์นี่ ใครเป็นนักเรียนอย่าลืมพกบัตรนักเรียนมาด้วยเพราะ จะได้ลดราคาค่าเข้าชมโบราณสถานเหล่านี้ถึงครึ่งหนึ่งทีเดียวเชียว ฟาโรห์รามซิสที่สองนี่คงคุ้นชื่อกันอยู่บ้างเพราะทรงเป็นฟาโรห์ที่ เก่งกาจที่สุดของอิยิปต์เลยก็ว่าได้ พระองค์ทรงครองราชย์นานถึง 80 ปี โดยระหว่างนั้นทรงสร้างวิหารไว้ถึง 7 วิหาร รูปปั้นราว 100 รูป ทรงมีมเหสี 44 คน คนสุดท้ายตอนอายุ 80 เชียวนะ อิอิ พระองค์มีลูกชายร่วมร้อยและลูกสาวอีกสักครึ่งร้อย นอกจากนี้ยังเป็นคนลงนามในสัญญาสันติภาพเป็นฉบับแรกอีกด้วยหลังจากรบพุ่งกับชาว Hittites (ฮิตไทต์) พิพิธภัณฑ์ที่เมืองเมมฟิสมีรูปปั้นฟาโรห์ รามซิสที่สองอยู่มากมายรวมถึงแผ่นหินสลักเรื่องราวต่างๆของท่าน ที่โด่งดังเป็นพิเศษก็เห็นจะเป็นรูปปั้นใหญ่โตมโหฬารสูงถึง 14 เมตร ไกด์ชี้ให้ดูสัญลักษณ์แสดงพระนามของฟาโรห์ที่เรียกว่า Cartouche (คาร์ทุช) เวลาสร้างวิหารหรือรูปสลักจะเห็นคาร์ทุชเต็มไปหมดเพราะเป็นการประกาศพระนามฟาโรห์ เพื่อป้องกันบางส่วนบุบสลายไปตามเวลา หรือมีคนมาลบชื่อแอบอ้างความดีความชอบก็เลยต้องสลักเยอะๆ ที่มีเส้นล้อมรอบมาจากความเชื่อที่ว่าวงรีเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นนิรันดร์นั่นเองลึกซึ้งจริงๆ นอกจากรูปปั้นยักษ์ที่โด่งดังแล้ว ที่นี่ก็ยังมี Sphinx (สฟิงซ์) ของ Hatshepsut (ฮัทเชปชัท) ฟาโรห์หญิงที่โด่งดัง หน้าตาที่เป็นมนุษย์นั้นสื่อถึงความเฉลียวฉลาด ส่วนกายที่เป็นสิงโตนั้นบ่งบอกถึงพลัง

saqqara step pyramid อิมโฮเทป โซเซอร์ ถัดมาเราก็ขับรถไปเมือง Saqqara เพื่อชม step pyramid หรือพิรามิดขั้นบันได พิรามิดขั้นบันไดนี้มีอยู่หกขั้นด้วยกัน ออกแบบโดย Imhotep (อิมโฮเทป) ผู้ซึ่งดำรงตำเเหน่งวิเซียร์ในตอนนั้น พิรามิดนี้สร้างในศตวรรษที่ 27 ก่อนคริสตกาล เพื่อเป็นที่เก็บพระศพฟาโรห์ Zoser (โซเซอร์) จึงถือเป็นพิรามิดต้นแบบที่เก่าแก่ที่สุดเลยทีเดียว ฟาโรห์แต่ละพระองค์ให้ความสำคัญกับการสร้างพิรามิดมากเนื่องจากมิได้เป็นเพียงสุสานเก็บพระศพเท่านั้น หากแต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการที่ฟาโรห์จะได้ฟื้นคืนชีพเพื่อจะได้มีชีวิตหลังความตายอันเป็นนิรันดร์อีกด้วย ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายนี่เองที่เป็นที่มาของการทำมัมมี่และการฝังสมบัติและข้าวของเครื่องใช้เพื่อเตรียมพร้อมให้การกลับมาของฟาโรห์นั้นเปี่ยมไปด้วยความสะดวกสบาย การขุดค้นพบสุสานคนงานนั้นทำให้เราเรียนรู้ว่าคนงานเหล่านี้ได้รับอนุญาตให้สร้างสุสานเล็กๆ ในบริเวณใกล้ๆ กับพิรามิดที่ตนสร้างเพื่อฝังศพตนเองพร้อมสิ่งของเครื่องใช้ที่จะนำไปใช้ในโลกหน้าเช่นกัน ข้าวของและรูปสลักจิปาถะที่ขุดค้นพบนี่เองที่ทำให้เราทราบว่าคนงานสร้างพิรามิดนั้นไม่ใช่ทาสแต่เป็นช่างฝีมือที่ฟาโรห์เองก็ให้ความนับถือดูแลเป็นอย่างดี การก่อสร้างพิรามิดจึงเป็นงานที่ประณีต ทุกอย่างถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้การคืนชีพไม่มีข้อผิดพลาด ทุกฝ่ายต้องทำงานกันอย่างสุดฝีมือเพื่อถวายแค่องค์ฟาโรห์ที่ตนศรัทธา บริเวณใกล้เคียงพิรามิดขั้นบันไดนั้นยังมีซากวิหารหลงเหลืออยู่ประปราย ระหว่างวิหารและสุสานทางทิศใต้เชื่อมต่อกันด้วยทางเดินระหว่างวิหารอันประกอบไปด้วยเสา 40 ต้นอันเสมือนเป็นตัวแทนของแคว้นทั้งหมดของอิยิปต์ในเวลานั้น ได้เห็นความตระการตาของพิรามิดนี้แล้ว ก่อนจะจากไปเราก็ต้องแสดงความเคารพด้วยการชาบู ชาบู กันสักหน่อย

อาหารอิยิปต์ อิ่มความรู้กันแล้วก็แวะทานข้าวกลางวันให้อิ่มพุงกันบ้าง อาหารกลางวันวันนี้เราไปแวะกันที่ร้านบุฟเฟต์ที่ไกด์แนะนำ เข้าไปเห็นมีรถทัวร์จอดอยู่เป็นตับ คาดว่าเป็นร้านแนวที่ไว้บริการนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ อาหารร้านนี้ออกแนวปิ้งย่าง มี ไก่ เนื้อ แกะ ปลา ให้เลือก เครื่องเคียงก็มีต่างๆนานา ตั้งแต่มะเขือม่วงรสเปรี้ยวๆ แครอทดองกะหล่ำห่อเนื้อ และฟาลาเฟล เราชอบมะเขือม่วงกับกะหล่ำห่อเนื้อมาก กวาดไปเสียเกลี้ยงจาน ขนมปังที่นี่จะเป็นก้อนกลมๆ ฟองฟู ตัวแป้งนั้นบางเฉียบ ที่เห็นก้อนใหญ่ๆนั้นคืออาการพองลม เค้าเสิร์ฟขนมปังกับฮ้มมัสหรือถั่วบดที่เอาไว้ให้จิ้ม เมื่อเลือกชนิดเนื้อแล้วเค้าก็จะเอาเนื้อเสียบไม้มาย่างถ่านกันให้ดูกันจะจะที่โต๊ะ ยกเว้นคนที่เลือกปลาจะมาเป็นปลาทอดกับมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบคล้ายๆ ฟิชแอนด์ชิพแบบอังกฤษ จบรายการกินแล้วก็มาเจอกับบริการสุดแสนประทับใจ (เกินไป) ของคนที่นี่ เราไปเข้าห้องน้ำกันก็จะมีคนยืนแจกทิชชูให้ แบบว่าถือทิชชูม้วนอยู่ เดินผ่านก็จะฉีกบริการให้ถึงที่ ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือเข้าห้องน้ำเสร็จออกมา ก็จะมีเด็กรีบวิ่งมาดักเปิดน้ำให้ล้างมือ แน่นอนว่าบริการดีขนาดนี้แปลว่าเราก็จำใจต้องควักเงินมาทิปจ้า สกุลเงินของอิยิปต์นั้นคือ Egyptian Pound ที่เราจะเรียกง่ายๆว่าปอนด์อิยิปต์ 1 EGP คิดเป็นเงิน 5.77 บาทไทย เวลาไปเที่ยวแนะนำให้แลกเหรียญหนึ่งปอนด์ไว้เยอะๆ จะได้ใช้เวลาเข้าห้องน้ำหรือเวลามีคนมาบริการเล็กๆ น้อยๆ

Seven Wonders of the Ancient World , The Great Pyramids of Giza , Khufu, คูฟู ฟาโรห์ Khafre (คาเฟร) และฟาโรห์ Menkaure (เมนคูเร) อิ่มตื้อกันแล้วก็ได้เวลาไปชมหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคเก่า (Seven Wonders of the Ancient World) นั่นก็คือ The Great Pyramids of Giza ของฟาโรห์ Khufu (คูฟู) พิรามิดนี้สร้างขึ้นราวปี 2560 ก่อนคริสตกาล เชื่อกันว่าใช้เวลาสร้างราว 20 ปี พิรามิดของคูฟูนี้ครองตำแหน่งสิ่งก่อสร้างโดยมนุษย์ที่สูงที่สุดเป็นเวลานานถึง 3,800 ปีเลยทีเดียว ใกล้ๆกับพิรามิดของคูฟูนั้น ยังมีพิรามิดเล็กๆอีก 3 อันที่สร้างขึ้นเพื่อมเหสีของท่านอีกด้วย พิรามิดของคูฟูนั้นนับเป็นสุดยอดของพิรามิด ความแม่นยำในการคำนวนของชาวอิยิปต์โบราณนั้นช่างน่าทึ่ง ฐานทั้งสี่ด้านของพิรามิดอันยิ่งใหญ่นั้นยาวเกือบเท่ากันคือราว 230.37 เมตร มีความผิดพลาดในการคำนวนฐานโดยเฉลี่ยเพียง 58 มิลลิเมตรเท่านั้น ถัดจากรัชกาลของคูฟู ฟาโรห์ Khafre (คาเฟร) บุตรชาย และฟาโรห์ Menkaure (เมนคูเร) หลานชาย ต่างก็ได้สร้างฟิรามิดของตนในบริเวณใกล้เคียงกัน พิรามิดอันยิ่งใหญ่ทั้งสามตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าทำให้เรารู้สึกว่าตัวเรานั้นช่างเล็กนิดเดียว ชวนให้อัศจรรย์ใจว่าคนสมัยโบราณสรรค์สร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่โตขนาดนี้ด้วยเทคโนโลยีขณะนั้นได้อย่างไร ทั้งความชาญฉลาดในการออกแบบ และแรงกายแรงใจที่ทุ่มเทไป พิรามิดแห่งกิซ่านี้ช่างอลังการสมเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างแท้จริง อุตส่าห์ได้มาเห็นเป็นบุญตา ว่าแล้วก็ขอทำความเคารพด้วยการบูชา บูชา สไตล์ไทยกันบ้าง นอกจากนี้เราก็ยังได้ไปชมสฟิงซ์ยักษ์ที่โด่งดังไม่แพ้กัน สฟิงซ์ตัวมโหฬารนี้สร้างขึ้นเพื่อคอยปกปักษ์พิทักษ์พิรามิดทั้งสาม

ขี่อูฐ Camel ride , The Great Pyramids of Giza งานนี้พวกเราได้ไปขี่อูฐชมพิรามิดกันด้วย ตอนแรกเห็นน้องอูฐนั่งพับเพียบเรียบร้อยดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่ พอขึ้นหลังได้แล้วมันลุกยืนเท่านั้นล่ะมีอันกรี๊ด แบบว่าเสียวสยองมากๆ มันยืนขาหลังก่อนแล้วตามมาด้วยขาหน้า ตัวเราก็เลยเทไปข้างหน้าแบบจะตกมิตกแหล่ ต่อด้วยเอียงกระเท่เร่กลับมาด้านหลัง เจ้าอูฐตัวสูงกว่าที่คิดมาก ยืนขึ้นมาแล้วนี่อย่างเสียว นั่งอูฐชมพิืรามิดนี่เราสามารถเลือกได้ว่าจะเอาสิบห้านาที ครึ่งชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ผ่านไปประมาณห้านาทีเราก็ขอบคุณคุณพระคุณเจ้าที่บันดาลใจให้เราเลือกนั่งแค่สิบห้านาที มันเสียวจริงๆ นะเออ น้องอูฐเดินโขยกไปมา บางตัวอารมณ์บ่จอยหายใจฟืดฟาดส่งเสียงร้องคำราม ไม่รู้จะหงุดหงิดสะบัดเราลงเมื่อไหร่มีบางตัวเป็นโรคชอบแข่งขันเวลาเดินก็จะเบียดๆ พยายามจะแซงกันด้วย เราเกาะจนมือแดงเลยเพราะกลัวตก แต่ได้นั่งอูฐชมพิรามิดนี่เป็นอะไรที่ได้บรรยากาศมากๆ ท้องฟ้าสีฟ้าใส ลมทะเลทรายเย็นๆ พัดผ่านผิว พิรามิดที่ยิ่งใหญ่ทั้งสามอยู่ในลานสายตา ชวนให้นึกถึงว่าเมื่อคราอาณาจักรนี้ยังรุ่งเรืองคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจะงดงามตื่นตาเพียงใด ประสบการณ์ ขี่อูฐครั้งแรกในชีวิตนี้เป็นประสบการณ์ที่แสนประทับใจ ไม่เคยนึกไม่เคยฝันว่าจะได้มาขี่อูฐชมพิรามิดแบบนี้ หลังจากที่อ่านประวัติศาสตร์และอ่านนิยายโรแมนซ์ทะเลทราย ฝันหวานถึงมนต์ขลังของอิยิปต์และสเน่ห์ของฟาโรห์มาทั้งชีวิต ความรู้สึกตอนได้มาสัมผัสจริงด้วยตาด้วยใจนี่เกินคำบรรยาย

วิธีทำกระดาษปาปิรุส ถ่ายรูปกันจนหนำใจแล้ว ไกด์ก็พาไปดูสาธิตวิธีทำกระดาษปาปิรุสต่อ ขั้นตอนนั้นเริ่มจากการลอกเปลือกต้นปาปิรุสออก ก่อนจะใช้มีดฉีกเป็นเส้นๆ เส้นใยที่ได้มานั้นก็จะถูกนำมาทุบให้แบน แล้วจึงชุบน้ำ เส้นปาปิรุสเปียกจะถูกนำไปซ้อนสับหว่างคล้ายๆ การสานจนเป็นแผ่น จากนั้นจึงใช้เครื่องมือหมุนไม้ทับอัดไว้ นานเข้าจนปาปิรุสแห้งก็กลายเป็นกระดาษปาปิรุสไป คนสาธิตเค้าให้ลองเขียนแล้วจึงให้ดูว่าถ้าเอากระดาษที่เขียนไปแล้วไปชุบน้ำจะสามารถล้างออกได้ทั้งปากกาทั้งดินสอ อัศจรรย์แท้ (เราใช้ปากกาหมึกเจลเรา ส่วนคุณเพื่อนใช้ดินสอที่พกมาเอง ไม่ได้หน้าม้าจริงๆ นะเออ) ร้านนี้คงมีเอี่ยวกับไกด์เพราะเชียร์กันจัง เราก็เพลินถูกกล่อม ซื้อไปหลายตังคฺ์อยู่ ต่อราคาก็ไม่ค่อยเก่ง ท่าทางจะถูกฟันราคากันหัวแบะ แวะกินอาหารเย็นกันอย่างรวดเร็วพอประทังหิว กินเสร็จก็ถึงเวลาดูแสดงแสงสีเสียง หน้าพิรามิดมีนักท่องเที่ยวมารอดูกันคลาคล่ำ ที่กิซ่านี่มีความเป็นแหล่งท่องเที่ยวมากๆ คนขายของค่อนข้างหน้ากลัวจะมีการเดินตามตื้อ เดินเข้าหา หรือแม้กระทั่งเดินขอเงินกันเฉยๆ ต้องระวังตัวกันหน่อย การแสดงแสงสีเสียงของที่นี่จืดชืดสักหน่อย ไม่น่าประทับใจอย่างที่หวังไว้ อาจเป็นเพราะวิธีการบรรยายที่ไม่ค่อยประติดประต่อทำให้ไม่ได้อรรถรสเท่าที่ควร แต่อย่างไรก็ดีเราก็ยังได้รูปพระอาทิตย์ตกดิน ณ กิซ่าสวยๆ มาเป็นรางวัลปลอบใจ ก่อนจะกลับไปนอนเอาแรงเตรียมตะลุยเมืองลักซอร์กันในวันต่อไป


ตอนที่ 2ตอนที่ 3ตอนที่ 4ตอนที่ 5 ตอนที่ 6